ช่วงนี้ค่าเงินอยู่ที่ประมาณ 35 บาทกว่า
ไป 42 วัน 41 คืน Dec 20,2016 - 31 Jan, 2017
ทั้งทริป อยู่ที่ $4394.23 ประมาณ 153929.88 บาท ว้าว ๆๆ เราก็สามารถใช้เงินเราได้ทั้งหมดนะเนี่ย คือแบบ เราก็เจ๋งเหมือนกันนะ มีเงินแสนห้าไปเที่ยวอะ (ยักไหล่)
ตั๋วเครื่องบิน
- Korean Air CNX-ICN-SFO ไปกลับ 32565 บาท คิดเป็น $930.43
ค่าที่พัก $1359.88 แยกได้ดังนี้
- คนในเครกลิสต์ 2 คืน 66
- Amsterdam hostel 5 คืน 150.65
- Adelaide Hostel 4 คืน 221.42 ไม่น่าเลย จองใน booking.com มันบวกค่านั่นนี่เพิ่ม วิธีจองที่ถูกที่สุดคือ จองในเว็บของโฮสเทลเอง จำไว้เลย
- Airbnb แถว sunset district 7 คืน 258 นี่ก็บวกเพิ่มจุกจิก ไม่ได้ถูกกว่าอยู่โฮสเทลเลยเอาจริง ๆ ไม่มีอาหารเช้าด้วย แต่เราอยากลองใช้ Airbnb ดู และอยากลองอยู่แถบบ้านคนดู เลยเลือกที่นี่
- Adelaide Hostel รอบสอง พัก 23 คืน 663.81 รอบนี้อีเมลไปขอราคาพิเศษ เพราะจะพักนาน ก็ได้ด้วย เหลือคืนละ 28.57 ก็ดี นอนยาวเลย
ค่ากิน ใช้ เดินทาง ตอนอยู่ซานฟรานแบบเต็มที่ คิดเป็น $2103.92
อยากกินอะไรก็กิน กินปู กินอาหารญี่ปุ่น สเต็ก กินกาแฟ ชามุก กินอาหารแบบประหยัดก็มีนะ ช่วงที่ไปแรก ๆ ซื้ออาหารแช่แข็งมากิน ฯลฯ
ความคิดช่วงนี้
การไปซานฟรานครั้งนี้ ทำให้เราขยายคอมฟอร์ตโซนของเราออกไป เราสามาถทำอะไรก็ได้ ถ้าเรามีเป้าหมาย แต่เรารู้สึกเนือย ๆ เฉื่อย ๆ อะ คือคนเรา ถ้าตั้งเป้ามันทำได้ แต่ปัญหาคือ ไม่มีเป้าไง ไม่รู้ทำไม คือเราไม่อยากทำอะไร ไม่อยากไปไหนเลย นี่คือความรู้สึกของช่วงนี้นะ
มีอยู่ทีนึงตอนอยู่ซานฟราน 3 สัปดาห์ได้ รู้สึกเบื่อมากเลย แบบเออ ก็ซานฟราน จะเลื่อนตั๋วเครื่องบินกลับไทยเลยมั้ย อะไรเงี้ย แต่ก็อยู่ให้ครบตามที่วางแผนไว้ คือแบบเราก็คิดว่า คนเราก็แค่คิด แล้วก็ทำตามแผน ก็แค่นั้นแหละชีวิต เราไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเท่าไหร่เลยอะ ถ้าผิดแผน ก็หาทางใหม่ ถ้าตามแผนก็ทำไป อะไรเงี้ย ไม่มีตื่นเต้น ดีใจ เสียใจแบบสุด ๆ เลย
Showing posts with label san francisco. Show all posts
Showing posts with label san francisco. Show all posts
Friday, February 3, 2017
Sunday, January 29, 2017
อีก 3 วันกลับบ้าน - 3 days to go back home
สวด ๆ ไปเลย อยู่จนไม่รู้จะทำอะไร
เต็มที่มากเลย พอใจมาก อยู่เต็มที่ กินเต็มที่ ไม่อดอยาก ไม่โหยหาอาหารไทย ร้านอาหารไทยเยอะดี
ดีแล้วที่ตัดสินใจมา ถ้าไม่มาก็ไม่แล้วใจซักที ขอบคุณที่มีเงินมากินใช้
อยู่โฮสเทลมากเกินไป โหยหาความเป็นส่วนตัว
หนาวเกินไป ในตอนแรก แต่ตอนนี้ก็เริ่มอุ่นขึ้นมาละ ก็โออยู่ คนเราต้องการที่อุ่นที่อยู่เพื่อพัก และพร้อมที่จะไปเผชิญที่เย็นข้างนอก แต่ถ้าที่พักไม่อุ่นจะซัฟเฟอร์มาก
กิน จนไม่รู้จะกินอะไร
เดินจนปวดเข่า หลัง ๆ ไม่อยากเดินละ ขี้เกียจเดิน เลยนั่งรถบัสเอา
บางวันก็กลัว กลัวอะไรก็ไม่รู้ กลัวโฮมเลสเข้ามาหา หรือมาพูดด้วย
กลัวสายตาคนอื่น ต้องก้าวข้ามอันนี้ไปให้ได้ ต้องช่างมัน
ถนนหนทางตอนหลัง ๆ นี่ดีเพราะเริ่มจำถนนได้ ไม่ต้องดูแผนที่บ่อย
ขึ้นรถสาธารณะหลายอย่าง รถบัส ไลท์เรล รถbart รถราง รถ อยู่ powell เคยไปรอรถสาย N ที่รอรถบัส รอยังไงก็ไม่มา มาแต่สายตัวเลข กับสาย F รอจนเหนื่อย เลยเซิชเน็ตดู อ้าว ต้องลงไปรอที่สถานีรถ bart ข้างล่าง โอ เก็ตเลย
มานี่ได้อะไรบ้างนะนี่
ได้รู้จักเมืองซานฟรานซิสโก มันก็เป็นอีกเมืองหนึ่งอะนะ มีคน มีห้าง มีร้าน มีอะไรต่าง ๆ เหมือนที่ไทยมีนี่แหละ มันเป็นวิถีชีวิตของคนเมืองนี้
มาได้เห็นความเหลือเฟือของอเมริกา อาหารไซส์ใหญ่ ทิชชู่มีใช้ไม่ขาด กาแฟกับชามุกราคาพอ ๆ กัน
สตาร์บัคส์ก็คือกาแฟที่มีมาตรฐานหนึ่งในอเมกา มันราคาอเมริกาพอมาบ้านเรามันก็เลยแพง ที่นี่ คนโฮมเลสก็กินสตาบัคส์ เอาแก้วสตาร์บัคส์นั่นแหละมาขอเงิน โอ้ย
จะดีมาก ๆ ถ้าซานฟรานไม่มีโฮมเลส ไม่ชอบโฮมเลสจู่โจมเลย หะ ๆๆ แต่พอไปเดินแถวทางบ้านคน หรือทางที่ไม่มีโฮมเลส มันก็รู้สึกดีอะนะ โฮมเลสชอบอยู่ถนน market, eddy, ellis, leavenworth และตามห้องสมุดและสวนสาธารณะต่าง ๆ เราก็ทำใจกล้า ๆ เดินไปอะนะ เดินไม่หยุด ก็ไม่มีอะไรนะ หรือบางทีเราคิดมากไปเองก็ไม่รู้
คนแปลก ๆ เยอะ เดินพูดคนเดียว นั่งรถสาธารณะต่าง ๆ แล้วก็พูดอยู่คนเดียว คือแบบก็กลัวเบา ๆ อะนะ อย่ามาใกล้ แต่บางทีกลิ่นนี่ก็แบบแรงอะนะ
สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ ปู ที่ฟิชเชอร์แมนส์วอฟ มาก็จะมากินปูนี่แหละ
ช็อกโกแล็ตร้อน กิลาเดลี อันนี้ก็อร่อย วิปครีมอะไรไม่รู้ อร๊อย อร่อย 55
เต็มที่มากเลย พอใจมาก อยู่เต็มที่ กินเต็มที่ ไม่อดอยาก ไม่โหยหาอาหารไทย ร้านอาหารไทยเยอะดี
ดีแล้วที่ตัดสินใจมา ถ้าไม่มาก็ไม่แล้วใจซักที ขอบคุณที่มีเงินมากินใช้
อยู่โฮสเทลมากเกินไป โหยหาความเป็นส่วนตัว
หนาวเกินไป ในตอนแรก แต่ตอนนี้ก็เริ่มอุ่นขึ้นมาละ ก็โออยู่ คนเราต้องการที่อุ่นที่อยู่เพื่อพัก และพร้อมที่จะไปเผชิญที่เย็นข้างนอก แต่ถ้าที่พักไม่อุ่นจะซัฟเฟอร์มาก
กิน จนไม่รู้จะกินอะไร
เดินจนปวดเข่า หลัง ๆ ไม่อยากเดินละ ขี้เกียจเดิน เลยนั่งรถบัสเอา
บางวันก็กลัว กลัวอะไรก็ไม่รู้ กลัวโฮมเลสเข้ามาหา หรือมาพูดด้วย
กลัวสายตาคนอื่น ต้องก้าวข้ามอันนี้ไปให้ได้ ต้องช่างมัน
ถนนหนทางตอนหลัง ๆ นี่ดีเพราะเริ่มจำถนนได้ ไม่ต้องดูแผนที่บ่อย
ขึ้นรถสาธารณะหลายอย่าง รถบัส ไลท์เรล รถbart รถราง รถ อยู่ powell เคยไปรอรถสาย N ที่รอรถบัส รอยังไงก็ไม่มา มาแต่สายตัวเลข กับสาย F รอจนเหนื่อย เลยเซิชเน็ตดู อ้าว ต้องลงไปรอที่สถานีรถ bart ข้างล่าง โอ เก็ตเลย
มานี่ได้อะไรบ้างนะนี่
ได้รู้จักเมืองซานฟรานซิสโก มันก็เป็นอีกเมืองหนึ่งอะนะ มีคน มีห้าง มีร้าน มีอะไรต่าง ๆ เหมือนที่ไทยมีนี่แหละ มันเป็นวิถีชีวิตของคนเมืองนี้
มาได้เห็นความเหลือเฟือของอเมริกา อาหารไซส์ใหญ่ ทิชชู่มีใช้ไม่ขาด กาแฟกับชามุกราคาพอ ๆ กัน
สตาร์บัคส์ก็คือกาแฟที่มีมาตรฐานหนึ่งในอเมกา มันราคาอเมริกาพอมาบ้านเรามันก็เลยแพง ที่นี่ คนโฮมเลสก็กินสตาบัคส์ เอาแก้วสตาร์บัคส์นั่นแหละมาขอเงิน โอ้ย
จะดีมาก ๆ ถ้าซานฟรานไม่มีโฮมเลส ไม่ชอบโฮมเลสจู่โจมเลย หะ ๆๆ แต่พอไปเดินแถวทางบ้านคน หรือทางที่ไม่มีโฮมเลส มันก็รู้สึกดีอะนะ โฮมเลสชอบอยู่ถนน market, eddy, ellis, leavenworth และตามห้องสมุดและสวนสาธารณะต่าง ๆ เราก็ทำใจกล้า ๆ เดินไปอะนะ เดินไม่หยุด ก็ไม่มีอะไรนะ หรือบางทีเราคิดมากไปเองก็ไม่รู้
คนแปลก ๆ เยอะ เดินพูดคนเดียว นั่งรถสาธารณะต่าง ๆ แล้วก็พูดอยู่คนเดียว คือแบบก็กลัวเบา ๆ อะนะ อย่ามาใกล้ แต่บางทีกลิ่นนี่ก็แบบแรงอะนะ
สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ ปู ที่ฟิชเชอร์แมนส์วอฟ มาก็จะมากินปูนี่แหละ
ช็อกโกแล็ตร้อน กิลาเดลี อันนี้ก็อร่อย วิปครีมอะไรไม่รู้ อร๊อย อร่อย 55
Sunday, January 8, 2017
วันที่ 16 ในเมกา - 16 days
![]() |
| เมืองซานฟรานซิสโก มองเห็นเบย์บริจด้วย |
[วันที่ 16 เริ่มรู้สึกอินกับเมือง] จะเล่าให้ฟังฮะ พิมพ์มาเมกา เพราะว่าอยากรู้ว่า ถ้ามาอยู่แล้วจะรู้สึกยังไง การมาอยู่ประเทศโลกที่หนึ่งนี่ ความคิดแรกคือ มันต้องดีมาก ๆ แน่ ๆ เลย ทั้งผู้คนเฟรนลี่และบ้านเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและความอิสระในการแสดงออกของผู้คน
วันนี้ต้องไปทำภาระกิจคือเอากาแฟไปให้เพื่อนของเพื่อนที่ยูซีเบิร์กลี่ ซึ่งอยู่เมืองใกล้ ๆ กัน ต้องนั่งรถไฟไป ตามสเต็ป คือนั่งรถไฟ(ชื่อว่ารถ BART)ผิดสาย ก๊ากกก ก็ถามเจ๊ที่นั่งข้าง ๆ นั่งสัปหงกอยู่ เป็นชาวเอเชียเหมือนกัน(แถวนี้เอเชียเยอะ) ว่านี่รถไฟสายสีอะไรเนี่ย ขึ้นมามั่วเนี่ย รถนี้จะไปไหน เขาก็บอก เราก็ออ ๆ พอจะเริ่มจับทางได้ (จากประสบการณ์เคยใช้แต่บีทีเอสที่กทม. มันก็มีแค่สองสาย อันนี้มันมีสี่ห้าสาย ก็งง) ก็คือต้องดูป้ายที่ชานชาลา เวลารถไฟมา มันจะบอกเราว่ารถนี้ปลายทางไปไหน
พอกลับ รถ BART ก็เริ่มชิว แบบก็ดูสายรถ ไม่ลนเหมือนนั่งครั้งแรก(จริง ๆ นั่งครั้งแรกที่สนามบิน แต่มันเป็นปลายทางก็ไม่ยาก คือนั่งอันไหนมันก็เข้าเมืองเมืองทั้งนั้น) ก็นั่งรถกลับ แวะซื้อของแถวร้านซีวีเอสที่ซีวิคเซ็นเตอร์ ก็เจอคนโฮมเลสประปราย แต่ไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนตอนแรกแล้ว เค้าก็อยู่ของเค้าไป เราก็เดินของเราไป แล้วก็นั่งรถบัส(ชื่อว่ารถมูนิ)กลับบ้านแอร์บีเอ็นบี พอใกล้ ๆ ถึงบ้านก็นั่งรถบัสเลยป้ายไปเพราะว่าจะไปซื้ออาหารเย็นก่อนกลับบ้าน(ทำตัวเหมือนคนเมือง รู้แล้ว ว่าต้องลงรถยังไง อี้ว่ะ ก็นั่งไป) ก็ไปซื้อสตรอเบอรี่มาเป็นอาหารเย็น แล้วก็เดินกลับบ้านอีกประมาณสิบนาที
ระหว่างเดินก็คิดว่า ชีวิตมันก็เป็นอย่างเงี้ยเนาะ เมืองนี้ก็มีชีวิตแบบนี้ ไม่ได้มีอะไรว้าว ๆ แต่มันเป็นของมันแบบนี้ และวันนี้เป็นวันที่รู้สึกว่า เออ เริ่มอยู่ได้ เริ่มรู้ทาง รู้ว่าไปไหนอะไรยังไง เนี่ยแหละ ประสบการณ์ชีวิต ที่ได้มาสัมผัสเอง เมืองซานฟรานซิสโกนี่ก็มีอะไรหลายอย่างเหมือนเมืองไทยนั่นแหละ แต่ที่ไทยถูกกว่า(ก๊ากกก) แต่ที่นี่อาหารจะจัดเต็มในเรื่องของปริมาณอะนะ และกาแฟแถวนี้ก็ใช่ว่าจะอร่อยทุกร้าน มันก็มีทั้งดีและไม่ดี คือที่ไหน ๆ ก็มีความหลากหลายแตกต่างกัน งี้แหละ
Tuesday, January 3, 2017
อากาศหนาวกับความสุขที่หายไป - cold weather and the loss of happiness
เมื่อวานย้ายจากโฮสเทลในดาวน์ทาวน์มาอยู่อีกฝั่งนึงคือฝั่ง sunset มันคือฝั่งที่อยูอาศัยมีบ้านอยู่เยอะ ๆ ร้านอยู่น้อย ๆ
นั่งรถบัสสาย 7 มาอย่างสบายใจ ประมาณห้าสิบนาทีก็ถึงที่ เดินมาอีกหน่อยก็ถึงบ้าน บ้านนี้จอง airbnb ไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อยากรู้ว่ามาอยู่ทางฝั่งเงียบ ๆ แล้วจะเป็นยังไง
เดินมา เจอบ้าน เวลาประมาณ 11 โมงเช้านะตอนนั้น แต่ไม่ได้นัดเวลาเจ้าของบ้านไว้ ไปถึงก็บ้านล็อกอะสิทั่นผู้ชม! ทำไงดีวะ เวลานั้น มีกระเป๋าแบคแพ็คอันใหญ่หนึ่งอันสะพายหลัง อันเล็กหนึ่งอันสะพายหน้า พร้อมด้วย แถบนี้อยู่ใกล้ทะเล ลมแรงน่ะสิฮะ แถมยังหนาวเป็นพิเศษด้วยวันนี้ ตายแน่ ๆ เจอกริ่ง กดกริ่ง ....เงียบ ดีที่มีมือถือมีเน็ต เลยหาเบอร์เจ้าของบ้านแล้วแมสเสจไปหา ...เอหรือจะโทรดีนะ คิดในใจ แต่ก็ไม่โทร คิดอยู่ สักพักมีคนเดินออกมาพอดี เอ้ย ไอ ๆ เนี่ยไอจองแอร์บีเอ็นบีไว้ แต่ติดต่อเจ้าของบ้านไม่ได้ คนนั้นก็ถาม ยูอ่าน house's manual รึยัง อ้าว มีด้วยเหรอ แล้วคนนั้นก็เดินออกไปเลย พร้อมทั้งประโยคส่งท้าย That's your problem โอ้ กอชชช เยี่ย มายพรอบเบล็ม แต่ก็ยังดี เค้ายังเปิดประตูให้หนึ่งชั้น มันจะมีประตูด้านในอีกชั้น ซึ่งใส่โค้ดไว้
พออ่านในมือถือ จากที่จองแอร์บีเอ็นบี ที่เจ้าของบ้านให้ข้อมูลบ้านไว้ ได้ความว่า ด้านในมีหรัสผ่าน ดังนี้ **** ก็เลยลองกดดู โป๊ะเชะ แคร่ก! ประตูเปิดเว้ยเฮ้ย
ดีใจมาก เข้ามานั่งข้างใน บ้านไม่มีใครอยู่เลย นั่งซักพัก กะว่ารอเวลา เพราะว่าเวลาเช็คอินจริง ๆ คือบ่ายสาม เราคิดว่าบ่ายสาม มันต้องมีใครซักคนมารับเราเช็คอินดิ
ซักพักเจ้าของบ้านแมสเสจกลับมา พร้อมวิธีเปิดประตูหน้าบ้าน พร้อมวีดีโอสาธิตด้วยนะ เราก็เออเฮ้ย ใช้เป็นแล้ว ออกไปเดินเล่นดีก่า
อื้อหือออออ เดินออกไปได้ซัก 10 ก้าว ยังไม่ทันข้ามถนน คือลมแรงทะลุเสื้อหนาวสองชั้น เราใส่เสื้อยืดหนึ่ง เสื้อหนาวสอง เอาไม่อยู่เฮ้ย แต่ในเมืองแบบนี้เอาอยู่อะ วกกลับมาด่วนเลยจ้า ต้องได้ควักเสื้อขนเป็ดปล้อง ๆ ของยูนิคโลมาใส่ มันกันลมได้ดีด้วย ใส่เสร็จแน่นมาก เลยเอาเสื้อขนเป็ดนี้ใส่ไว้ข้างในแทนแจ็กเก็ตตัวนอก เดินออกมา ก็โอขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังหนาวอยู่ มันลมมากจริง ๆ วันนี้
ฝั่งนี้ของเมืองอยู่ติดกับทะเลแปซิฟิก มองจากถนนเห็นทะเลเลยอะ
ลองเดินไปทะเลดู คือแบบ ลมแรงมาก พัดทรายปลิว ทรายเข้ารองเท้าอีก ตีนก็เย็น ทรายก็ทราย แล้วคนแถวนั้น แม๊ง เดินเท้าเปล่าริมชายหาด ทรายสีดำด้วย ชายหาดก็ไม่ค่อยสวย แล้วก็มีคนเอาหมามาเดิน มีคนวิ่งออกกำลังกาย คือแบบ ถ้าอากาศงี้ที่ไทยคือ ไฟท์มากอะ แต่ที่นี่คงเป็นปกติ เทียบกับไทย อากาศเราโอเคกว่าเยอะเลย หนาวอะ ลมด้วย
จะหาร้านกาแฟนั่ง ปรากฏ คนเยอะทุกร้าน แม่เจ้า คือแบบต่อคิวจนล้นออกมานอกร้านอะ มันจะอะไรกันขนาดนั้น เลยแบบ โอ้ย เอาไงดีวะ เนี่ยก็บ่ายแล้วยังไม่ได้กินไร ร้านไหนก็คนเยอะ เลยเดินเข้าเซเว่น พร้อมกับซื้อเบอร์เกอร์ และของกินประทังชีวิต พร้อมทั้งมาม่าและไข่ กะว่าเอาไปกินที่บ้านก็ได้วะ เพราะว่าแบบว่า แถวนี้ไม่ค่อยมีร้านขายของเลยอะ แล้วก็หนาวอะวันนี้ ขี้เกียจออกมาอีก
เดินกลับบ้าน กินอะไรไปซักพัก นั่งรอ ก็มีคนมาจริง ๆ ด้วย มาจัดเตียงจัดอะไรให้ เค้าทำบ้านเค้าเป็นที่พักอะ ซื้อเตียงสองชั้น เตียงเสริม กั้นห้องต่าง ๆ แล้วเจ้าของบ้านก็อยู่ชั้นล่าง แล้วให้เรา ๆ ทั่น ๆ อยู่ชั้นบน มีคนมาอยู่ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว บรรยากาศไม่เหมือนโฮสเทล บรรยากาศไม่เหมือนบ้าน บรรยากาศแบบเหมือนอยู่กับใครก็ไม่รู้ อะไรเงี้ย หรือเรายังไม่ชินก็ไม่รู้
และปัญหาก็เริ่มตรงนี้ เราถามเค้าว่า มีฮีทเตอร์มั้ย เค้าบอกว่า มันเสีย น่าจะได้ซ่อมพรุ่งนี้ เราก็แบบ เหวอแล้ว ตายแล้ววันนี้ หนาวมาทั้งวัน นั่งเล่นคอม มือเย็นได้อีก
นั่งเล่นคอมแบบเย็น ๆ อยู่มาถึงตอนเย็น ก็ไปอาบน้ำ เจอคนที่อยู่ห้องเดียวกัน เค้าบอกว่า เค้าก็อยู่แบบไม่มีฮีทเตอร์นี่แหละ เราแบบไม่มีความสุขเลยอะ กะว่ามาที่นี่จะนั่งเงียบ ๆ ทำงาน ปรากฏว่ามันหนาวจนทำงานไม่ได้ คือมันก็หนาวแบบ 7 8 9 องศาอะนะ แต่เราไม่ได้ขยับตัวไง มันเลยยิ่งหนาว แต่ถ้าออกไปเดินอะไรงี้ก็โออยู่ คือแบบไม่มีความสุขอะ คิดเลยนะว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ โฮสเทลที่อยู่ก็ดีอยู่แล้ว ที่อ่านรีวิวมาแล้วว่าที่นี่มันดีคืออะไร คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่า เค้าเซฟค่าไฟหรือเปล่า เขามีแต่เขาไม่เปิดหรือเปล่า ดูสิ ความคิดทางแย่ ๆ ก็มา แบบไม่สนุกเลยอะ หนาวเกินไป
บ่นกับเพื่อนที่อยู่ไทย บ่นไป กำลังคิดว่า เอาวะ ออกไปหาเบียร์กิน นี่ก็หกโมงกว่า น่าจะโอ กินเบียร์น่าจะอุ่นขึ้น เดินออกบ้านไป แปะ ๆ อ่าว ฝนตก! เอาวะ ตกนิดหน่อย เดินออกไปอีก แปะ ๆๆๆ เอ้ย หนาวก็หนาว ลมก็ลม ฝนตกอีก เดินกลับมาบ้านมาเอาร่ม ไฟท์มาก พอเดินออกไป ลมพัดแบบร่มจะปลิว ฝนก็ฝน แปะ ๆๆๆ ยังไม่ตกหนักนะ ตกแบบแปะ ๆ ลมด้วย คือเราไฟท์ไปว่ะ เราว่า เราเลยเดินกลับมาแบบยอมแพ้เลย
ต้มมาม่ากิน รสต้มยำกุ้ง ยี่ห้อมาม่าที่ซื้อมาจากเซเว่นแถวนี้ โอ้โห หน้าตาดีเว้ย แต่พอกิน จืดดดดดดด จืดชืดมาก นี่เหรอคือต้มยำกุ้ง กะว่าจะเจอของเด็ดซะแล้ว ปรากฏไม่เด็ดเลย ก็แหลก ๆ ไปนะ
ไปอาบน้ำ ดีหน่อยว่ามีน้ำอุ่น หายหนาวมาได้นิดนึง แต่ก็ไม่อยากทำอะไรต่อละ ก็นอนแบบใส่เสื้อผ้าจัดเต็ม ก่อนนอนได้คุยกับรูมเมทเป็นเด็กอายุ 19 อยู่เลย ชาวเวียดนาม ภาษาอังกฤษดีมาก มาเรียนไบโอเมดดิคอลเอ็นจิเนียริ่ง อยู่มหาลัยวอชิงตันรัฐมิสซูรี่ ปิดเทอมเลยมาเที่ยว อะไรเงี้ย ดูเป็นคนฉลาดเลยทีเดียวเชียว ก็ดีได้คุยแลกเปลี่ยนแนวความคิด ตอนเราอายุ 19 เรายังไม่อะไรกะชีวิตเลย
แล้วก็นอนตอนสี่ทุ่มกว่า
กลางคืน รูมเมทอีกคนนึงเข้ามา เป็นผู้ชาย สักพัก นอนกรนจ้าาา
คร่อก ๆๆ ทั้งคืน
เอาวะ อยู่ไป ตื่นมาตอนเช้า หนาวอะ หนาวแบบไม่อยากลุก ลุกออกไปก็ไม่มีฮีทเตอร์ แต่สุดท้ายก็ลุก หาอะไรกิน แล้วก็คิดในใจว่า โอ...อาหารเช้าก็ต้องเตรียมเอง ที่โฮสเทลมีอาหารเช้าให้ มีกาแฟร้อน ๆ ให้ ที่นี่ ต้องทำเองหมดเลย ห่อเหี่ยวมาก ๆ
ได้แต่นั่งเล่นคอมบ่นกับเพื่อนที่อยู่ไทย
คิดอะไรไม่ออกเลย กะว่า จะย้ายที่อยู่ดีมั้ย จะอดทนอยู่ต่อดีมั้ย บลา ๆๆ นั่งอยู่หน้าคอมถึงสิบเอ็ดโมง มือเย็นอะ คิดอะไรไม่ออก ก็เลยคิดว่า เอาวะ เดิน เดินออกไปหาอะไรกิน หาร้านนั่ง อุ่นขึ้นน่าจะคิดอะไรออก ก็เดินออกไป
มีน้องที่รู้จักกันที่ไทย เขาโตที่นี่ เขาชวนไปนอนบ้าน 2 คืน หนีหนาว ก็คิดอยู่ว่าไม่อยากรบกวนเขา ก็เลยบอกเขาว่า คิดก่อน
จะหาร้านกาแฟนั่ง โอ้ย เต็ม เต็ม คือแบบ เต็มอะ ก็เลยเดินไปอีกตามถนน เจอร้านอาหารจีน เอาวะ คนน้อย เข้าไปนั่งกินข้าวก็ได้ อุ่นมาหน่อยเดียวเองอะ กินข้าวราดผัดบล็อกโคลี่ กินข้าวแถวนี้ได้มาแต่ส้อม เหอะ ๆ
อิ่ม
เดินกลับบ้าน ได้รับแมสเสจจากตัวแทนเจ้าของบ้าน ว่ายังซ่อมไม่ได้
โอ่ย น่อ
เราก็คิด ปัญหาอะไรที่แก้ได้ด้วยเงิน สิ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา
ก็เลยหาโฮสเทล จะอยู่เอาวะ โฮสเทลที่เคยอยู่นี่แหละ หาเปรียบเทียบราคาอะไรไป ตัวแทนเจ้าของบ้านเข้ามาจัดบ้านพอดี เขาจะมาเตรียมเตียง ประหนึ่งเป็นเฮาส์คีปปิ้ง แต่ก็เป็นเจ้าของบ้านด้วย บ้านนี้อยู่กันสองคนเจ้าของบ้านอะนะ คนนึงไม่อยู่(คนที่ลงลิสติ้งไว้ในแอร์บีเอ็นบี) อยู่อีกคนนึงเป็นตัวแทน
เขาบอกว่า เขาคุยกับเพื่อนเขา เพื่อนเขาบอกว่า ลองเปลี่ยนถ่านน่าจะดี ถ่านแผงควบคุมฮีทเตอร์อะนะ
เขาก็เลยซื้อถ่านมาเปลี่ยน ปรากฎว่า เปลี่ยนถ่านเสร็จ ดีจ้าาาาาาา
ขอบคุณสวรรค์มาก ๆ เกือบกดจองโฮสเทล เกือบเก็บของออกบ้านไปแล้วอะ เราดีใจมาก ๆ ขอบคุณเขาและกอดเขาเลย
บทเรียนครั้งนี้ เมื่อมีปัญหา ก็หาทางแก้ไข ไม่ว่าจะแก้ที่ปัญหาหรือถอยออกมา อย่างน้อยเราก็ต้องทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมั่งอะน่า ถ้าเขาไม่ซ่อมฮีทเตอร์ เราก็แค่ย้ายออก
ช่วงเวลาก่อนตัดสินใจเป็นอะไรที่อึดอัดกับชีวิตจริง ๆ มันหนาว
เราคิดว่าคืนนี้จะดีขึ้น ขอบคุณ
นั่งรถบัสสาย 7 มาอย่างสบายใจ ประมาณห้าสิบนาทีก็ถึงที่ เดินมาอีกหน่อยก็ถึงบ้าน บ้านนี้จอง airbnb ไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อยากรู้ว่ามาอยู่ทางฝั่งเงียบ ๆ แล้วจะเป็นยังไง
เดินมา เจอบ้าน เวลาประมาณ 11 โมงเช้านะตอนนั้น แต่ไม่ได้นัดเวลาเจ้าของบ้านไว้ ไปถึงก็บ้านล็อกอะสิทั่นผู้ชม! ทำไงดีวะ เวลานั้น มีกระเป๋าแบคแพ็คอันใหญ่หนึ่งอันสะพายหลัง อันเล็กหนึ่งอันสะพายหน้า พร้อมด้วย แถบนี้อยู่ใกล้ทะเล ลมแรงน่ะสิฮะ แถมยังหนาวเป็นพิเศษด้วยวันนี้ ตายแน่ ๆ เจอกริ่ง กดกริ่ง ....เงียบ ดีที่มีมือถือมีเน็ต เลยหาเบอร์เจ้าของบ้านแล้วแมสเสจไปหา ...เอหรือจะโทรดีนะ คิดในใจ แต่ก็ไม่โทร คิดอยู่ สักพักมีคนเดินออกมาพอดี เอ้ย ไอ ๆ เนี่ยไอจองแอร์บีเอ็นบีไว้ แต่ติดต่อเจ้าของบ้านไม่ได้ คนนั้นก็ถาม ยูอ่าน house's manual รึยัง อ้าว มีด้วยเหรอ แล้วคนนั้นก็เดินออกไปเลย พร้อมทั้งประโยคส่งท้าย That's your problem โอ้ กอชชช เยี่ย มายพรอบเบล็ม แต่ก็ยังดี เค้ายังเปิดประตูให้หนึ่งชั้น มันจะมีประตูด้านในอีกชั้น ซึ่งใส่โค้ดไว้
![]() |
| ด้านนอกเป็นกุญแจแบบนี้ ซึ่งต้องใส่รหัสเพื่อเอาลูกกุญแจข้างในมาไขประตู มันมีช่องเก็บของอยู่ เกิดมาเพิ่งเคยเจอ |
ดีใจมาก เข้ามานั่งข้างใน บ้านไม่มีใครอยู่เลย นั่งซักพัก กะว่ารอเวลา เพราะว่าเวลาเช็คอินจริง ๆ คือบ่ายสาม เราคิดว่าบ่ายสาม มันต้องมีใครซักคนมารับเราเช็คอินดิ
ซักพักเจ้าของบ้านแมสเสจกลับมา พร้อมวิธีเปิดประตูหน้าบ้าน พร้อมวีดีโอสาธิตด้วยนะ เราก็เออเฮ้ย ใช้เป็นแล้ว ออกไปเดินเล่นดีก่า
อื้อหือออออ เดินออกไปได้ซัก 10 ก้าว ยังไม่ทันข้ามถนน คือลมแรงทะลุเสื้อหนาวสองชั้น เราใส่เสื้อยืดหนึ่ง เสื้อหนาวสอง เอาไม่อยู่เฮ้ย แต่ในเมืองแบบนี้เอาอยู่อะ วกกลับมาด่วนเลยจ้า ต้องได้ควักเสื้อขนเป็ดปล้อง ๆ ของยูนิคโลมาใส่ มันกันลมได้ดีด้วย ใส่เสร็จแน่นมาก เลยเอาเสื้อขนเป็ดนี้ใส่ไว้ข้างในแทนแจ็กเก็ตตัวนอก เดินออกมา ก็โอขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังหนาวอยู่ มันลมมากจริง ๆ วันนี้
ฝั่งนี้ของเมืองอยู่ติดกับทะเลแปซิฟิก มองจากถนนเห็นทะเลเลยอะ
![]() |
| มองเห็นทะเลอยู่ข้างหน้า |
ลองเดินไปทะเลดู คือแบบ ลมแรงมาก พัดทรายปลิว ทรายเข้ารองเท้าอีก ตีนก็เย็น ทรายก็ทราย แล้วคนแถวนั้น แม๊ง เดินเท้าเปล่าริมชายหาด ทรายสีดำด้วย ชายหาดก็ไม่ค่อยสวย แล้วก็มีคนเอาหมามาเดิน มีคนวิ่งออกกำลังกาย คือแบบ ถ้าอากาศงี้ที่ไทยคือ ไฟท์มากอะ แต่ที่นี่คงเป็นปกติ เทียบกับไทย อากาศเราโอเคกว่าเยอะเลย หนาวอะ ลมด้วย
![]() |
| ลมแรงและหนาวจุง |
เดินกลับบ้าน กินอะไรไปซักพัก นั่งรอ ก็มีคนมาจริง ๆ ด้วย มาจัดเตียงจัดอะไรให้ เค้าทำบ้านเค้าเป็นที่พักอะ ซื้อเตียงสองชั้น เตียงเสริม กั้นห้องต่าง ๆ แล้วเจ้าของบ้านก็อยู่ชั้นล่าง แล้วให้เรา ๆ ทั่น ๆ อยู่ชั้นบน มีคนมาอยู่ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว บรรยากาศไม่เหมือนโฮสเทล บรรยากาศไม่เหมือนบ้าน บรรยากาศแบบเหมือนอยู่กับใครก็ไม่รู้ อะไรเงี้ย หรือเรายังไม่ชินก็ไม่รู้
และปัญหาก็เริ่มตรงนี้ เราถามเค้าว่า มีฮีทเตอร์มั้ย เค้าบอกว่า มันเสีย น่าจะได้ซ่อมพรุ่งนี้ เราก็แบบ เหวอแล้ว ตายแล้ววันนี้ หนาวมาทั้งวัน นั่งเล่นคอม มือเย็นได้อีก
นั่งเล่นคอมแบบเย็น ๆ อยู่มาถึงตอนเย็น ก็ไปอาบน้ำ เจอคนที่อยู่ห้องเดียวกัน เค้าบอกว่า เค้าก็อยู่แบบไม่มีฮีทเตอร์นี่แหละ เราแบบไม่มีความสุขเลยอะ กะว่ามาที่นี่จะนั่งเงียบ ๆ ทำงาน ปรากฏว่ามันหนาวจนทำงานไม่ได้ คือมันก็หนาวแบบ 7 8 9 องศาอะนะ แต่เราไม่ได้ขยับตัวไง มันเลยยิ่งหนาว แต่ถ้าออกไปเดินอะไรงี้ก็โออยู่ คือแบบไม่มีความสุขอะ คิดเลยนะว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ โฮสเทลที่อยู่ก็ดีอยู่แล้ว ที่อ่านรีวิวมาแล้วว่าที่นี่มันดีคืออะไร คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่า เค้าเซฟค่าไฟหรือเปล่า เขามีแต่เขาไม่เปิดหรือเปล่า ดูสิ ความคิดทางแย่ ๆ ก็มา แบบไม่สนุกเลยอะ หนาวเกินไป
บ่นกับเพื่อนที่อยู่ไทย บ่นไป กำลังคิดว่า เอาวะ ออกไปหาเบียร์กิน นี่ก็หกโมงกว่า น่าจะโอ กินเบียร์น่าจะอุ่นขึ้น เดินออกบ้านไป แปะ ๆ อ่าว ฝนตก! เอาวะ ตกนิดหน่อย เดินออกไปอีก แปะ ๆๆๆ เอ้ย หนาวก็หนาว ลมก็ลม ฝนตกอีก เดินกลับมาบ้านมาเอาร่ม ไฟท์มาก พอเดินออกไป ลมพัดแบบร่มจะปลิว ฝนก็ฝน แปะ ๆๆๆ ยังไม่ตกหนักนะ ตกแบบแปะ ๆ ลมด้วย คือเราไฟท์ไปว่ะ เราว่า เราเลยเดินกลับมาแบบยอมแพ้เลย
ต้มมาม่ากิน รสต้มยำกุ้ง ยี่ห้อมาม่าที่ซื้อมาจากเซเว่นแถวนี้ โอ้โห หน้าตาดีเว้ย แต่พอกิน จืดดดดดดด จืดชืดมาก นี่เหรอคือต้มยำกุ้ง กะว่าจะเจอของเด็ดซะแล้ว ปรากฏไม่เด็ดเลย ก็แหลก ๆ ไปนะ
![]() |
| มาม่า ดูดี๊ ดูดี เหมือนต้มอยู่ไทยเลย |
ไปอาบน้ำ ดีหน่อยว่ามีน้ำอุ่น หายหนาวมาได้นิดนึง แต่ก็ไม่อยากทำอะไรต่อละ ก็นอนแบบใส่เสื้อผ้าจัดเต็ม ก่อนนอนได้คุยกับรูมเมทเป็นเด็กอายุ 19 อยู่เลย ชาวเวียดนาม ภาษาอังกฤษดีมาก มาเรียนไบโอเมดดิคอลเอ็นจิเนียริ่ง อยู่มหาลัยวอชิงตันรัฐมิสซูรี่ ปิดเทอมเลยมาเที่ยว อะไรเงี้ย ดูเป็นคนฉลาดเลยทีเดียวเชียว ก็ดีได้คุยแลกเปลี่ยนแนวความคิด ตอนเราอายุ 19 เรายังไม่อะไรกะชีวิตเลย
แล้วก็นอนตอนสี่ทุ่มกว่า
กลางคืน รูมเมทอีกคนนึงเข้ามา เป็นผู้ชาย สักพัก นอนกรนจ้าาา
คร่อก ๆๆ ทั้งคืน
เอาวะ อยู่ไป ตื่นมาตอนเช้า หนาวอะ หนาวแบบไม่อยากลุก ลุกออกไปก็ไม่มีฮีทเตอร์ แต่สุดท้ายก็ลุก หาอะไรกิน แล้วก็คิดในใจว่า โอ...อาหารเช้าก็ต้องเตรียมเอง ที่โฮสเทลมีอาหารเช้าให้ มีกาแฟร้อน ๆ ให้ ที่นี่ ต้องทำเองหมดเลย ห่อเหี่ยวมาก ๆ
ได้แต่นั่งเล่นคอมบ่นกับเพื่อนที่อยู่ไทย
คิดอะไรไม่ออกเลย กะว่า จะย้ายที่อยู่ดีมั้ย จะอดทนอยู่ต่อดีมั้ย บลา ๆๆ นั่งอยู่หน้าคอมถึงสิบเอ็ดโมง มือเย็นอะ คิดอะไรไม่ออก ก็เลยคิดว่า เอาวะ เดิน เดินออกไปหาอะไรกิน หาร้านนั่ง อุ่นขึ้นน่าจะคิดอะไรออก ก็เดินออกไป
มีน้องที่รู้จักกันที่ไทย เขาโตที่นี่ เขาชวนไปนอนบ้าน 2 คืน หนีหนาว ก็คิดอยู่ว่าไม่อยากรบกวนเขา ก็เลยบอกเขาว่า คิดก่อน
จะหาร้านกาแฟนั่ง โอ้ย เต็ม เต็ม คือแบบ เต็มอะ ก็เลยเดินไปอีกตามถนน เจอร้านอาหารจีน เอาวะ คนน้อย เข้าไปนั่งกินข้าวก็ได้ อุ่นมาหน่อยเดียวเองอะ กินข้าวราดผัดบล็อกโคลี่ กินข้าวแถวนี้ได้มาแต่ส้อม เหอะ ๆ
อิ่ม
เดินกลับบ้าน ได้รับแมสเสจจากตัวแทนเจ้าของบ้าน ว่ายังซ่อมไม่ได้
โอ่ย น่อ
เราก็คิด ปัญหาอะไรที่แก้ได้ด้วยเงิน สิ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา
ก็เลยหาโฮสเทล จะอยู่เอาวะ โฮสเทลที่เคยอยู่นี่แหละ หาเปรียบเทียบราคาอะไรไป ตัวแทนเจ้าของบ้านเข้ามาจัดบ้านพอดี เขาจะมาเตรียมเตียง ประหนึ่งเป็นเฮาส์คีปปิ้ง แต่ก็เป็นเจ้าของบ้านด้วย บ้านนี้อยู่กันสองคนเจ้าของบ้านอะนะ คนนึงไม่อยู่(คนที่ลงลิสติ้งไว้ในแอร์บีเอ็นบี) อยู่อีกคนนึงเป็นตัวแทน
เขาบอกว่า เขาคุยกับเพื่อนเขา เพื่อนเขาบอกว่า ลองเปลี่ยนถ่านน่าจะดี ถ่านแผงควบคุมฮีทเตอร์อะนะ
เขาก็เลยซื้อถ่านมาเปลี่ยน ปรากฎว่า เปลี่ยนถ่านเสร็จ ดีจ้าาาาาาา
ขอบคุณสวรรค์มาก ๆ เกือบกดจองโฮสเทล เกือบเก็บของออกบ้านไปแล้วอะ เราดีใจมาก ๆ ขอบคุณเขาและกอดเขาเลย
บทเรียนครั้งนี้ เมื่อมีปัญหา ก็หาทางแก้ไข ไม่ว่าจะแก้ที่ปัญหาหรือถอยออกมา อย่างน้อยเราก็ต้องทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมั่งอะน่า ถ้าเขาไม่ซ่อมฮีทเตอร์ เราก็แค่ย้ายออก
ช่วงเวลาก่อนตัดสินใจเป็นอะไรที่อึดอัดกับชีวิตจริง ๆ มันหนาว
เราคิดว่าคืนนี้จะดีขึ้น ขอบคุณ
Thursday, December 29, 2016
Transit tour ที่เกาหลี
ช่วงก่อนวันจะไปอเมกา ว้าวุ่นมาก คำนวณว่าตังค์จะพอมั้ย จะนอนที่ไหน เซิช airbnb booking.com อ่านรีวิวที่ tripadvisor โฮสเทลนั้นเป็นยังไง ฯลฯ อ่านรีวิวนั่นนี่ พันทิป บล็อก อ่านไปทั่ว เป็นช่วงเวลาสะสมข้อมูล จะจองเลยมั้ย หรือจะงั้น จะงี้ หลับดึก และไม่ค่อยมีสติ หลุดโฟกัสง่าย
เราต้องรอเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลี 9 ชั่วโมง ไปถึงหกโมง บินอีกทีสี่โมงเย็น ก็เซิชว่าสนามบินอินชอนมีอะไรบ้าง ปรากฏว่ามีทรานสิททัวร์ของสนามบิน สำหรับคนที่รอเครื่องนาน ไปทัวร์ในเกาหลีได้ เราก็คิดว่า เอาเนี๊ยแหละ ไปทัวร์ฆ่าเวลา จะได้เหยียบเกาหลีด้วย
คืนวันบิน ไปอย่างเรียบง่าย ให้เพื่อนไปส่ง 1 คนที่หน้าสนามบิน เพราะบินดึกเลยไม่อยากให้ใครไปส่ง ออกจากเชียงใหม่ประมาณเที่ยงคืน ใช้เวลาบิน 4.55 ชั่วโมง ก็พยายามหลับ จะได้มีแรงไปเที่ยวเกาหลี เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าไทยไป 2 ชั่วโมง
เริ่มต้นได้ไม่ค่อยดี แถวหน้ามีเด็ก! เด็กทารกซึ่งร้องไห้แบบกรี๊ด ๆ ฟังแล้วจี๊ดเข้าไปในโพรงสมองเลยอะ
สัจธรรมที่คิดได้คือ มีเกิดก็ต้องมีดับ มีร้องไห้ ก็ต้องมีหยุดร้องไห้ ก็พยายามทำใจเย็นไว้
แต่สิ่งที่ช่วยชีวิตอีกอย่าง ซึ่งคุณแอร์ผู้แสนน่ารักเอามาให้ก็คือ
ตีสาม โดนปลุกมากินข้าว! เวลาไทยไง แต่เวลาเกาหลีก็ตีห้าแล้ว
ก็ต้องกิน อ่านในเน็ตเจอมาอันนึงเค้าบอกว่า ถ้าไม่อยากเจ็ทแล็กมาก จะไปประเทศไหนให้ปรับเวลาเป็นที่นั่นเลย ไม่ต้องมาคิดแล้วว่าเวลาไทยเท่าไหร่ เราก็เลย โอเค่ กิน!
กาแฟขมมาก แหลกเกือบไม่ลง กินแค่ออมเล็ต ผัก โยเกิร์ต ก็อิ่มละ แตงโมอร่อยดี ชื่นใจ
มาสนามบินอินชอนครั้งแรก
ไหน โอ้ มีโต๊ะทรานสิททัวร์อินฟอเมชั่น ไปถามหน่อยซิ ด้วยความที่เราก็เป็นคนรอบคอบ ก็เลยจองในเน็ตไว้ก่อน(ก็กลัวมาแล้วไม่ได้ไป) ก็เอาเลขจองที่แคปไว้ในโทรศัพท์ให้เค้าดู
ปรากฏว่า ชั้ลต้องไปต่อแถวตรวจคนเข้าเมือง แล้วต้องไปที่โต๊ะทรานสิททัวร์ประตูแปด อะไรซักอย่าง ฟังเค้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เลย เอาวะ ต่อแถว!
เราต้องรอเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลี 9 ชั่วโมง ไปถึงหกโมง บินอีกทีสี่โมงเย็น ก็เซิชว่าสนามบินอินชอนมีอะไรบ้าง ปรากฏว่ามีทรานสิททัวร์ของสนามบิน สำหรับคนที่รอเครื่องนาน ไปทัวร์ในเกาหลีได้ เราก็คิดว่า เอาเนี๊ยแหละ ไปทัวร์ฆ่าเวลา จะได้เหยียบเกาหลีด้วย
คืนวันบิน ไปอย่างเรียบง่าย ให้เพื่อนไปส่ง 1 คนที่หน้าสนามบิน เพราะบินดึกเลยไม่อยากให้ใครไปส่ง ออกจากเชียงใหม่ประมาณเที่ยงคืน ใช้เวลาบิน 4.55 ชั่วโมง ก็พยายามหลับ จะได้มีแรงไปเที่ยวเกาหลี เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าไทยไป 2 ชั่วโมง
เริ่มต้นได้ไม่ค่อยดี แถวหน้ามีเด็ก! เด็กทารกซึ่งร้องไห้แบบกรี๊ด ๆ ฟังแล้วจี๊ดเข้าไปในโพรงสมองเลยอะ
สัจธรรมที่คิดได้คือ มีเกิดก็ต้องมีดับ มีร้องไห้ ก็ต้องมีหยุดร้องไห้ ก็พยายามทำใจเย็นไว้
แต่สิ่งที่ช่วยชีวิตอีกอย่าง ซึ่งคุณแอร์ผู้แสนน่ารักเอามาให้ก็คือ
![]() |
| เอียร์ปลั๊กช่วยชีวิต แต่เอาอุดหูแล้วมันหูอื้อ ๆ ไงไม่รู้ แต่ก็อุดไป |
![]() |
| สิ่งอำนวยความสะดวก แต่เราไม่ดูหรอกนะ ดูแล้วจะมึนหัว |
ตีสาม โดนปลุกมากินข้าว! เวลาไทยไง แต่เวลาเกาหลีก็ตีห้าแล้ว
ก็ต้องกิน อ่านในเน็ตเจอมาอันนึงเค้าบอกว่า ถ้าไม่อยากเจ็ทแล็กมาก จะไปประเทศไหนให้ปรับเวลาเป็นที่นั่นเลย ไม่ต้องมาคิดแล้วว่าเวลาไทยเท่าไหร่ เราก็เลย โอเค่ กิน!
กาแฟขมมาก แหลกเกือบไม่ลง กินแค่ออมเล็ต ผัก โยเกิร์ต ก็อิ่มละ แตงโมอร่อยดี ชื่นใจ
มาสนามบินอินชอนครั้งแรก
![]() |
| ว้าว ๆๆ อินชอน |
![]() |
| ได้ใบมากรอก |
สิ่งที่เห็น....
![]() |
| ต้องไปให้ทันก่อน 7.45น. กิ๊สสสส |
แล้วแถวยาวมาก ๆๆๆ นี่ก็เจ็ดโมงกว่าแล้ว แต่ก็ต่อไป เคยตกเครื่องมาแล้วเพราะตรวจคนเข้าเมืองเนี่ยแหละ ระหว่างต่อแถวก็กรอกใบบัตรขาเข้าไป ตรงที่อยู่เขียนว่า transit tour(จนท.เค้าเขียนให้อยู่ก่อนแล้ว) ต่อแถวไปก็ลุ้นไป สนามบินก็ไม่คุ้นเคย เพิ่งเคยมา
ก็ผ่านตม.มาได้อย่างฉิวเฉียด 7.40 ได้ วิ่งลงมาชั้นหนึ่ง เหลียวซ้ายเหลียวขวาตรงที่เอากระเป๋า เดินวนไปวนมา ไหนวะประตูแปด เดินไปถามจนท. เค้าบอกเดินออกไปอีก เอ้าาา ตรูเสียเวลาเดินวนไปวนมาเนี๊ย
7.45 น. รีบวิ่งไปตรงเคาน์เตอร์ทรานสิททัวร์เลยจ้า เอาใบให้เค้า จ่ายตังค์ $10 เป็นค่าอาหารกลางวัน $7 แล้วก็ประกันอีก $3 เค้าบอกว่า everybody is waiting for you แล้วก็มีเจ๊ผู้หญิงเสื้อดำบอกว่า follow me เราก็เดินตามเค้าไปเลยจ้า สรุปว่าทัน ดีใจมาก
ตอนแรกคิดด่าจะชิล ๆ เพราะว่าเครื่องลงหกครึ่ง ไปทัวร์แปดโมง โอ้ย เหลือ ๆ ปรากฏว่า มีต่อแถวตม.เนี่ยแหละ เกือบไม่ได้ไป
เดินออกประตูสนามบินไปขึ้นรถทัวร์ ลมเย็นเกาหลีปะทะหน้า ว้าวววว เกาหลีหนาวจุงงงงง
นั่งรถทัวร์ไปโซล ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนะ เราเลือก city tour 1 ใช้เวลา 5 ชั่วโมง จะได้ไป Gyeongbok palace กับถนนอินซาดง (Insadong street)
ไปเดินวังก่อน
แล้วก็ไปกินข้าวกลางวันที่ร้านทัวร์จัดให้ เค้าจะมีให้เราเลือก 3 เมนู เราเลือกอันที่ 2 มันเรียกว่าอะไรจำไม่ได้ละ นั่งกันกันกับเพื่อน ๆ ที่ไปทัวร์ด้วยกันนั่นแหละ ก็ถือโอกาสได้สปีคอิงลิช แต่ละคนก็มาจากแต่ละที่จริง ๆ
แล้วก็เดินเล่นถนนอินซาดง นัดเวลากลับกันตอน 11.35น. เพื่อกลับสนามบิน
กะว่าจะไปหาชาเขียวกิน ก็เลยสุ่ม ๆ เอาซักร้านนึง
ก็เดิน ๆ ดู ก็เป็นถนนที่มีงานแฮนด์เมดขายเยอะอะนะ
เสร็จแล้วก็เดินกลับรถทัวร์ ลุงคนขับบอก no no no coffee เอ้า ที่ซื้อชาเขียวมากินนี่เอาขึ้นรถไม่ได้เหรอ ก็เลยต้องกินให้หมด
ถึงเวลารถออก ด้วยชาเขียวที่กินเข้าไป จึงปวดฉี่ แต่ก็ต้องอดทน จนมาถึงสนามบิน ก็ไปฉี่
และก็ต้องต่อคิวเข้าไปสนามบินชั้นในอีก นี่อุตส่าห์เตรียมเสื้อผ้ามากะว่ามาลองอาบน้ำนะ เซิชเน็ตมาเค้าบอกว่า ชั้นสี่ สนามบินอินชอนมีที่อาบน้ำ แต่เราก็คงขอบาย ขี้เกียจแล้ว
อาบแบบเช็ดตัวทิชชู่เปียกเอาเฉย ๆ ก็ละกัน แล้วก็ไปรอหน้าเกตเลยดีกว่า ซึ่งกว่าจะเดินไปถึงเกต แบบว่า สนามบินก็กว้างสุด ๆ อะ เดินแล้วเดินอีก ในที่สุดก็มาถึงที่นั่งรอ มีมุมให้เสียบชาร์ตมือถือได้ด้วย และอินเตอร์เน็ตแรงดีจริง ๆ เอ้อ ตอนเข้าไปโซลก็มีพับบลิกไวไฟให้ใช้ทั่วไปเลยอะ ดีจริง ๆ อัพเดทได้ตลอดเว
จบที่เกาหลีแต่เพียงเท่านี้ รอขึ้นเครื่องไปซานฟราน
นั่งรถทัวร์ไปโซล ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนะ เราเลือก city tour 1 ใช้เวลา 5 ชั่วโมง จะได้ไป Gyeongbok palace กับถนนอินซาดง (Insadong street)
ไปเดินวังก่อน
![]() |
| มันก็วังอะนะ มีตึกหลังคาทรงอย่างนี้ทั้งนั้น |
![]() |
| เงี้ย วัง |
![]() |
| ไกด์จะกางร่มสีส้ม จะได้ดูไว้เป็นเครื่องหมาย กันเราหลง จะได้มองหา |
แล้วก็ไปกินข้าวกลางวันที่ร้านทัวร์จัดให้ เค้าจะมีให้เราเลือก 3 เมนู เราเลือกอันที่ 2 มันเรียกว่าอะไรจำไม่ได้ละ นั่งกันกันกับเพื่อน ๆ ที่ไปทัวร์ด้วยกันนั่นแหละ ก็ถือโอกาสได้สปีคอิงลิช แต่ละคนก็มาจากแต่ละที่จริง ๆ
แล้วก็เดินเล่นถนนอินซาดง นัดเวลากลับกันตอน 11.35น. เพื่อกลับสนามบิน
กะว่าจะไปหาชาเขียวกิน ก็เลยสุ่ม ๆ เอาซักร้านนึง
![]() |
| มันก็ชาเขียวอะนะ แก้วนี้ถ้าซื้อแบบไม่นั่งกินที่ร้านจะได้ลดราคา อันนี้ 6700 krw ใช้บัตรรูดเอา ไม่ได้แลกตังค์มา เวิร์คอยู่ |
![]() |
| ขนมรูปขรี้ ไม่ได้ซื้อนะ ดูเฉย ๆ |
เสร็จแล้วก็เดินกลับรถทัวร์ ลุงคนขับบอก no no no coffee เอ้า ที่ซื้อชาเขียวมากินนี่เอาขึ้นรถไม่ได้เหรอ ก็เลยต้องกินให้หมด
ถึงเวลารถออก ด้วยชาเขียวที่กินเข้าไป จึงปวดฉี่ แต่ก็ต้องอดทน จนมาถึงสนามบิน ก็ไปฉี่
และก็ต้องต่อคิวเข้าไปสนามบินชั้นในอีก นี่อุตส่าห์เตรียมเสื้อผ้ามากะว่ามาลองอาบน้ำนะ เซิชเน็ตมาเค้าบอกว่า ชั้นสี่ สนามบินอินชอนมีที่อาบน้ำ แต่เราก็คงขอบาย ขี้เกียจแล้ว
อาบแบบเช็ดตัวทิชชู่เปียกเอาเฉย ๆ ก็ละกัน แล้วก็ไปรอหน้าเกตเลยดีกว่า ซึ่งกว่าจะเดินไปถึงเกต แบบว่า สนามบินก็กว้างสุด ๆ อะ เดินแล้วเดินอีก ในที่สุดก็มาถึงที่นั่งรอ มีมุมให้เสียบชาร์ตมือถือได้ด้วย และอินเตอร์เน็ตแรงดีจริง ๆ เอ้อ ตอนเข้าไปโซลก็มีพับบลิกไวไฟให้ใช้ทั่วไปเลยอะ ดีจริง ๆ อัพเดทได้ตลอดเว
จบที่เกาหลีแต่เพียงเท่านี้ รอขึ้นเครื่องไปซานฟราน
Labels:
expand comfort zone,
inchon,
korea,
san francisco,
transit tour,
travel,
usa
Wednesday, December 28, 2016
มาแล้ว - There you go
ในที่สุด ก็มาจนได้
เริ่มจากคำนวณว่ามีเงินพอไหม อยากมาอยู่อเมกานาน ๆ หน่อย แล้วก็เลือกเมืองที่มา ตอนแรกอยากไปเค้าท์ดาวน์ที่ไทม์แสควร์ นิวยอร์ค แต่ว่า อ่าน ๆ ดูแล้วก็แบบว่าป๊อดอะ เมืองใหญ่ แล้วเราไปคนเดียวครั้งแรก แลดูจะน่ากลัว ก็เลยหาดูเจอเมืองซานฟรานซิสโก เป็นเมืองเล็ก ๆ การเดินทางทั่วถึง อากาศก็ดี เราก็เลยเอาวะ เมืองนี้แหละ
บอกพ่อแม่ว่าจะมาอเมกาเดือนนึงนะ พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย แต่เราจะมาอะ เราอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราจะเอาชีวิตรอดได้นะ เราอยากขยายคอมฟอร์ตโซนของเรา เราอยู่ไทย มันก็เรื่อย ๆ เอื่อย ๆ มากเลย ทำงาน กลับบ้าน มีชีวิตไปวัน ๆ รู้สึกชีวิตมันน่าเบื่อและไร้ค่า(อาจจะพูดเว่อร์ไปหน่อย แต่มันอารมณ์ประมาณนั้นอะ เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ) และเราก็มาคิดว่า ถ้าอีก 5 ปี 10 ปีผ่านไป ถ้าเรามองย้อนกลับมาว่า เมื่อห้าปีที่แล้วไปเมกามาเดือนนึง มันก็คงจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ผ่านมาในชีวิต การมาของเราครั้งนี้ อาจจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มา มันก็คงยังติดอยู่ในใจว่า อยากมา อะไรงี้
เราเริ่มหาที่ัพักก่อน พอได้ที่พัก ก็หาตั๋วเครื่องบิน
ซื้อตั๋วเครื่องบิน Korean air ราคา 32,525 บาท บิน เชียงใหม่ > อินชอน > ซานฟราน
และการเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้นฮะ ทั่ลผู้ชม
เริ่มจากคำนวณว่ามีเงินพอไหม อยากมาอยู่อเมกานาน ๆ หน่อย แล้วก็เลือกเมืองที่มา ตอนแรกอยากไปเค้าท์ดาวน์ที่ไทม์แสควร์ นิวยอร์ค แต่ว่า อ่าน ๆ ดูแล้วก็แบบว่าป๊อดอะ เมืองใหญ่ แล้วเราไปคนเดียวครั้งแรก แลดูจะน่ากลัว ก็เลยหาดูเจอเมืองซานฟรานซิสโก เป็นเมืองเล็ก ๆ การเดินทางทั่วถึง อากาศก็ดี เราก็เลยเอาวะ เมืองนี้แหละ
![]() |
| ผ่านตม.แล้ว เย่ ๆ |
บอกพ่อแม่ว่าจะมาอเมกาเดือนนึงนะ พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย แต่เราจะมาอะ เราอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราจะเอาชีวิตรอดได้นะ เราอยากขยายคอมฟอร์ตโซนของเรา เราอยู่ไทย มันก็เรื่อย ๆ เอื่อย ๆ มากเลย ทำงาน กลับบ้าน มีชีวิตไปวัน ๆ รู้สึกชีวิตมันน่าเบื่อและไร้ค่า(อาจจะพูดเว่อร์ไปหน่อย แต่มันอารมณ์ประมาณนั้นอะ เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ) และเราก็มาคิดว่า ถ้าอีก 5 ปี 10 ปีผ่านไป ถ้าเรามองย้อนกลับมาว่า เมื่อห้าปีที่แล้วไปเมกามาเดือนนึง มันก็คงจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ผ่านมาในชีวิต การมาของเราครั้งนี้ อาจจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มา มันก็คงยังติดอยู่ในใจว่า อยากมา อะไรงี้
เราเริ่มหาที่ัพักก่อน พอได้ที่พัก ก็หาตั๋วเครื่องบิน
ซื้อตั๋วเครื่องบิน Korean air ราคา 32,525 บาท บิน เชียงใหม่ > อินชอน > ซานฟราน
และการเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้นฮะ ทั่ลผู้ชม
Subscribe to:
Posts (Atom)
















