Friday, September 8, 2017

รู้สึกเซ็งมาอีก - upset again

หรือว่าจะเป็นวันนั้นของเดือน หรือว่าฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

วันนี้รอคนมาติดตั้งเครื่องซักผ้า นัดบ่ายโมง เค้ามาบ่ายสอง....เซ็งที่ 1

ระหว่างติดตั้ง เค้าเปิดมือถือดูรายการตลกไปด้วย เราก็คิดว่า ชีวิตมันชิว ๆ ดีเนอะ คิดว่าเค้าดูมีความสุขในชีวิตกันจัง แล้วเราล่ะ การที่ต้องมาติดต่อเรื่องต่อเติมบ้าน ให้เค้ามาทำนั่นนี่นู่นให้ที่บ้าน เป็นงานที่เราไม่ชอบเลย มันเหมือนต้องอยู่คนละฝั่งกับคนที่เราไปจ้างงาน แบบว่า ต้องคอยจับผิดเค้า ช่างมือดำแล้วทำกำแพงเลอะเงี้ย เราก็ไม่ชอบ ต้องดูว่าเค้าทำงานเนี้ยบมั้ย ต้องติ ต้องคอยตรวจงาน เป็นอะไรที่ไม่สนุกเลย เครียด กลัวว่าเราจะโง่รึป่าว กลัวว่าเค้าจะหลอกรึเปล่า แล้วช่างเค้ารู้จริงมั้ย อะไรเงี้ย ไม่สนุกเลย เซ็งที่ 2

ไปร้านติดตั้งครัวบิ๊วอิน ทำสัญญา ครัวนี่ก็แพงสลัด ๆ ทำอะไรนิดอะไรหน่อย ก็คิดเงิน ถ้าจะติดติดซิงค์ 800 นี่คือต้องมีท่อน้ำดีน้ำทิ้งให้ละนะ เราต้องไปหาช่างที่อื่นมาหาท่อน้ำดีท่อน้ำทิ้งในผนังให้อีก มือจับแบบตัว J อันละ 200 แล้วถ้าจะเจาะผนังก็ไม่รับประกันอีก ทำปลั๊กไฟจุดละ 500 หินสังเคราะห์สีขาวแพงกว่าหินสีดำอีก วัสดุไฮกลอสแพงกว่าพาทิเคิลเคลือบลามิเนตอีก แล้วที่เราชอบนี่แพง ๆ ทั้งนั้น จัดเต็มเป็นแสน รู้สึกหวิว ๆ เลย เราเอาบัตรเดบิตให้รูด รูดไม่ผ่านอีก บัตรหมดอายุ เอ้อนั่น เซ็ง 3 จะโอนเงิน โอนเกินครั้งละ 5 หมื่นไม่ได้อีก เสียค่าธรรมเนียม 2 รอบ เซ็ง 4

พอละ ๆ

เรื่องดี ๆ คือ เกิดมาหน้าตาดี มีรถขับ โทรศัพท์มีกล้อง รถก็สตาร์ทติดดี แอร์เย็น มีข้าวกิน มีเงินจ่ายค่าซื้อของ แค่นี้ก็ดีแล้วชีวิต

Sunday, August 13, 2017

ช่วงนี้รู้สึกเบื่อชีวิต - depress

ช่วงก่อนก่อน
เปลี่ยนยาง เพราะว่ารู้สึกว่ายางมันผิวแบบแตก ๆ แล้ว ไม่มั่นใจเวลาขับรถฝนตก

ช่วงก่อน
รู้สึกโดนตัดหางปล่อยวัด โดยการที่ต้องจ่ายค่าพรบ. ประกันรถเอง

ช่วงนี้
ต่อเติมบ้าน ใช้เงินตัวเอง รู้สึกเงินจะหมด ไม่มั่นคงเลย และต้องคิดว่าจะต่อเติมบ้าน ทำครัวทำหลังคาแบบไหน ซึ่งเป็นงานที่ไม่ชอบทำ ไม่ได้อยากจะคิดว่าจะใช้กระเบื้องลายไหนขนาดเท่าไหร่ อะไรขนาดกี่เซนติเมตร อะไรสู่งกี่เซน ท็อปเคาน์เตอร์แบบไหน หลังคาแบบไหน เสาแบบไหน เอาเสาวางตรงไหน หลังคาตรงไหนถึงตรงไหน ไม่ชอบคิดพวกนี้ แต่อยากให้มันเสร็จมาแล้วถูกใจเลย ซึ่งในความเป็นจริงเราก็คิดว่า มันจะถูกใจนั้นคงเป็นไปได้ยาก ถ้าเราไม่บอกว่าเราอยากได้อะไร

ทำฟอนต์มา 10 ฟอนต์ ขายได้รวม ๆ ทำมาสองเดือน ก็ $168.98 มันก็พอได้นะ แต่ก็ยังไม่พอใจ

ไอคอนก็รายได้ลดลง

ภาพสต็อกก็ทรง ๆ

รวม ๆ ก็เดือนละพัน แต่ก็ยังรู้สึกไม่อุ่นใจ

การมีเงินก็ไม่ได้ประกันว่าเราจะรู้สึกสงบอุ่นใจ เราจะต้องมีเงินเท่าไหร่เราถึงจะรู้สึกอุ่นใจว่ามีเงินแบ็คอัพเราอยู่ หรือจะเป็นเพราะว่า ถึงเราจะหาเงินได้เยอะ แต่พ่อเราบอกว่ ระวังไม่สบายและเงินก็จะหมดไปกับการรักษาตัว เพราะว่าเราไม่ได้เป็นข้าราชการ สิ่งนี้หรือมันอาจจะฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก ถ้าเราคิดว่าเราอาจจะไม่สบายแล้วเงินจะหมด มันก็อาจเกิดเหตุการณ์เราไม่สบายแล้วเงินก็หมดจริง ๆ ก็ได้ พ่อไม่น่าใส่โปรแกรมแบบนี้ให้เลย แต่ในเมื่อพ่อใส่โปรแกรมมาแล้ว เราย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว เราก็ต้องรีโปรแกรมใหม่

เราต้องผ่านช่วงเวลานี้ไป เรารู้ตัวว่าเราเศร้า เศร้าอะไรก็ไม่รู้ วันนี้ล้างจานอยู่ นึกถึงพ่อแม่ก็เศร้า เศร้าที่เราทั้งหมดมีกรรมร่วมกัน เศร้าที่พ่อแม่จะต้องมีลูกแบบนี้ ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ และลูกก็ต้องมีพ่อแม่แบบนี้ ทำให้ลูกทุกข์ใจ กรรมที่เจ็บแสบที่สุดคือกรรมที่เกิดกับคนในครอบครัว เพราะมันหนีไปไหนไม่ได้ ยังไงมันก็คือคนในครอบครัว ดูสิ สังสารวัตร แต่เราก็เกิดมาแล้ว ก็ใช้ชีวิตไป หาเงินใช้ชีวิตทางโลกให้มันหมดชาตินี้ไป ระว่างทางก็ปฏิบัติธรรมไป พอตายไปก็ไปนิพพาน คิดมันก็คิดได้ แต่ความเบื่อความเศร้าความซึม มันก็จะแวะเวียนมาหาเราอยู่ร่ำไปน่ะนะ

แวะมาอัพเดทบล็อกก็เมื่อเวลาแย่ ๆ บล็อกนี้มันศูนย์รวมความคิดลบ ๆ จริง ๆ

แต่ก็ดีเมื่อได้เขียน จะได้ทบทวนความคิด จะได้ระบายความคิดออกไปบ้าง เรารู้สึกว่า ไม่มีคนฟังเรา เพื่อนไม่ฟังเรา เพื่อนฟังแล้วก็ตอบสนอง แบบไม่เข้าใจเราอะ พอเราพูด เขาก็จะบอกว่า ถ้าเป็นเขาเขาจะงั้นงี้งู้น มันก็ใช่ไง ก็ถ้าเป็นเขา เขาไม่รู้สึก เขาจะทำงั้นงี้งู้น ก็เป็นเรื่องของเขา ก็ถูกแล้ว แต่เราไม่ได้รู้สึกว่า ถูกเข้าใจ เพราะฉะนั้น ต่อไป ไม่ต้องพูดให้ใครฟังดีกว่า หรือไม่ก็ต้องเลือกคนที่จะพูดให้ฟัง

แต่สิ่งดี ๆ ของครอบครัวคือ พ่อแม่ พ่อแม่ ถ้าเราบอกให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่จะฟังเรา และถึงเราทะเลาะหรือรู้สึกแย่ ๆ กับพ่อแม่บางครั้ง แต่มันก็จะไม่มีทางเลิกคบหรือเลิกคุยกันแน่ ๆ เพราะยังไงเราก็คือพ่อแม่ลูกกัน แต่กับเพื่อนเราสามารถตัดขาดไปเลยก็ได้ พ่อแม่ก็ดีอย่างนี้

ถ้าทำบ้านเสร็จ ถ้าเงินเหลือ อยากไปบาหลี ไม่รู้ว่าจะไปทำไมเหมือนกัน ก็ไป ๆ มัน อยากหาอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิต ทำไมน้อ คน gen y มันขี้เบื่ออย่างนี้ เมื่อไหรจะเจอสิ่งที่ใช่ "my thing" อะ เราเล่าความเครียดเรื่องบ้านให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่ก็บอกว่า เดี๋ยวจะออกตังค์ให้ บางครั้งพ่อแม่ก็บล็อกเรา บางครั้งพ่อแม่ก็จะช่วยเรา เห้อออออ....

รู้สึกไม่ไว้ใจใครเลยอะ เราไม่สามารถฝากชีวิตหรือความรู้สึกหรือคาดหวังคนอื่นได้เลย พอไม่ไว้ใจใครก็จะรู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเราก็จะใช้ชีวิตไปวัน ๆ มันก็แค่ตื่นมา หาอะไรกิน ไปวาดรูป ไปโยคะบ้าง กลับบ้าน ชีวิตมันแค่นี้เหรอ คนเราเกิดมาแค่นี้เหรอ เราเลยเบื่อไง แต่เราถามแม่ แม่ก็ไม่เบื่อนะ คนอื่นอาจจะไม่เบื่อ คนที่เบื่อคือคนที่มีปัญหาหรือเปล่านะ เราก็รู้ด้วยนะว่าความสุขมันอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่คนอื่นไม่ได้อยู่ที่สิ่งของภายนอกที่จะทำให้เรามีความสุข รู้แต่ก็ไม่สามารถไปถึงความสุขนั้นได้ ข้าวก็มีกิน บ้านก็มีอยู่ เงินก็มีใช้ แล้วชีวิตยังไม่รู้สึกอุ่นใจและความสุขอีก เห้ออออ.....

รู้สึกว่าไม่มีที่อยู่ที่บ้าน ไม่มีที่นั่งทำงานหน้าคอม ต้องขึ้นไปทำบนห้อง มันบรรยากาศไม่ดีเลย มันมืด เปิดแอร์มันก็หนาว เตียงก็ยุบ มันห้องนอนอะ มันเก้าอี้ไม้แข็ง ๆ กับโต๊ะพับที่พ่อซื้อไว้ในห้อง นั่งทำงานได้ไม่ดีเลย พอลงมาข้างล่าง ก็ไม่มีโต๊ะนั่งของตัวเอง และที่บ้านก็เปิดทีวี ในทีวีก็มีแต่ข่าวแย่ ๆ แย่แบบแย่ ๆ มีแต่เรื่องชาวบ้านแบบว่าไม่รู้ซะยังจะดีกว่า รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมา แต่ที่บ้านก็เปิดทีวีตลอด พอเรามาอยู่ข้างล่างเราก็ต้องฟังข่าวหรือดูภาพอะไรพวกนี้น่ะเหรอ เราก็ขึ้นไปอยู่บนห้อง บนห้องก็ไม่เวิร์คอีก แบบไม่มีที่อยู่อะ เห้ออออ......

Wednesday, June 7, 2017

ไม่มีอะไรจะบ่นเลย - nothing to complain

เริ่มบล็อกนี้จากการอยากบ่น บ่น ๆ บ่นไปในเน็ตให้คนผ่านไปผ่านมาได้อ่าน(คนที่ผ่านมาอ่าน ก็ว่างเนอะ อ่านเรื่องบ่นชาวบ้าน ฮาาาา)

พอเขียนไป ๆ ความคิดเราก็ปรับไป เปลี่ยนไป จนถึงจุดที่เข้าใจว่า บ่นไปก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น พอในชีวิตจริงเลิกบ่น ชีวิตในเน็ตก็เลิกบ่นไปด้วย เลยไม่ได้เขียนบล็อกเลย เอ้า!

ชีวิตคนเราดีขึ้นได้จากการเปลี่ยนความคิดจริง ๆ เมื่อโลกภายในเปลี่ยน โลกภายนอกก็เปลี่ยนตาม ปัญหาที่เราผ่านมันมาได้ ก็ทำให้เราเก่งขึ้น ช่วงขาลงก็ขาลงชั่วคราว ที่จริงช่วงขาขึ้นก็ขาขึ้นชั่วคราวด้วยนะ โลกเรามันก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าเริ่มเข้าใจสัจธรรมนี้ เราก็ไปนิพพานกันเถอะ ไม่ต้องมาเกิดกันอีกแล้ว เมื่อมีเกิดก็มีแก่เจ็บตาย มันก็วน ๆ อยู่อย่างนี้ ดังนั้น แบ่งเวลาหันหน้าหาทางธรรมกัน

ทุกวันนี้ชีวิตเรา ทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ อยากทำเมื่อไหร่ก็ทำ อยากหยุดก็หยุด  ขายรูปออนไลน์อะนะ เอาไลฟ์สไตล์ชีวิตเป็นที่ตั้ง แล้วก็ทำไป บางอย่างในชีวิตมันก็ไม่ได้ตรงไปตรงมา พูดอธิบายยากเนอะ แต่ส่ิงที่จริงเลยคือ ทุกอย่างเริ่มจากความคิดทั้งนั้น ไปดีกั่ว บั๊ย

Friday, February 3, 2017

สรุปค่าใช้จ่ายไปลองอยู่อเมริกา - cost to live in USA

ช่วงนี้ค่าเงินอยู่ที่ประมาณ 35 บาทกว่า

ไป 42 วัน 41 คืน Dec 20,2016 - 31 Jan, 2017

ทั้งทริป อยู่ที่ $4394.23 ประมาณ 153929.88 บาท ว้าว ๆๆ เราก็สามารถใช้เงินเราได้ทั้งหมดนะเนี่ย คือแบบ เราก็เจ๋งเหมือนกันนะ มีเงินแสนห้าไปเที่ยวอะ (ยักไหล่)

ตั๋วเครื่องบิน
- Korean Air CNX-ICN-SFO ไปกลับ 32565 บาท คิดเป็น $930.43

ค่าที่พัก $1359.88 แยกได้ดังนี้
- คนในเครกลิสต์ 2 คืน 66
- Amsterdam hostel 5 คืน 150.65
- Adelaide Hostel 4 คืน 221.42 ไม่น่าเลย จองใน booking.com มันบวกค่านั่นนี่เพิ่ม วิธีจองที่ถูกที่สุดคือ จองในเว็บของโฮสเทลเอง จำไว้เลย
- Airbnb แถว sunset district 7 คืน 258 นี่ก็บวกเพิ่มจุกจิก ไม่ได้ถูกกว่าอยู่โฮสเทลเลยเอาจริง ๆ ไม่มีอาหารเช้าด้วย แต่เราอยากลองใช้ Airbnb ดู และอยากลองอยู่แถบบ้านคนดู เลยเลือกที่นี่
- Adelaide Hostel รอบสอง พัก 23 คืน 663.81 รอบนี้อีเมลไปขอราคาพิเศษ เพราะจะพักนาน ก็ได้ด้วย เหลือคืนละ 28.57 ก็ดี นอนยาวเลย

ค่ากิน ใช้ เดินทาง ตอนอยู่ซานฟรานแบบเต็มที่ คิดเป็น $2103.92
อยากกินอะไรก็กิน กินปู กินอาหารญี่ปุ่น สเต็ก กินกาแฟ ชามุก กินอาหารแบบประหยัดก็มีนะ ช่วงที่ไปแรก ๆ ซื้ออาหารแช่แข็งมากิน ฯลฯ


ความคิดช่วงนี้
การไปซานฟรานครั้งนี้ ทำให้เราขยายคอมฟอร์ตโซนของเราออกไป เราสามาถทำอะไรก็ได้ ถ้าเรามีเป้าหมาย แต่เรารู้สึกเนือย ๆ เฉื่อย ๆ อะ คือคนเรา ถ้าตั้งเป้ามันทำได้ แต่ปัญหาคือ ไม่มีเป้าไง ไม่รู้ทำไม คือเราไม่อยากทำอะไร ไม่อยากไปไหนเลย นี่คือความรู้สึกของช่วงนี้นะ

มีอยู่ทีนึงตอนอยู่ซานฟราน 3 สัปดาห์ได้ รู้สึกเบื่อมากเลย แบบเออ ก็ซานฟราน จะเลื่อนตั๋วเครื่องบินกลับไทยเลยมั้ย อะไรเงี้ย แต่ก็อยู่ให้ครบตามที่วางแผนไว้ คือแบบเราก็คิดว่า คนเราก็แค่คิด แล้วก็ทำตามแผน ก็แค่นั้นแหละชีวิต เราไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเท่าไหร่เลยอะ ถ้าผิดแผน ก็หาทางใหม่ ถ้าตามแผนก็ทำไป อะไรเงี้ย ไม่มีตื่นเต้น ดีใจ เสียใจแบบสุด ๆ เลย

Sunday, January 29, 2017

อีก 3 วันกลับบ้าน - 3 days to go back home

สวด ๆ ไปเลย อยู่จนไม่รู้จะทำอะไร

เต็มที่มากเลย พอใจมาก อยู่เต็มที่ กินเต็มที่ ไม่อดอยาก ไม่โหยหาอาหารไทย ร้านอาหารไทยเยอะดี

ดีแล้วที่ตัดสินใจมา ถ้าไม่มาก็ไม่แล้วใจซักที ขอบคุณที่มีเงินมากินใช้

อยู่โฮสเทลมากเกินไป โหยหาความเป็นส่วนตัว

หนาวเกินไป ในตอนแรก แต่ตอนนี้ก็เริ่มอุ่นขึ้นมาละ ก็โออยู่ คนเราต้องการที่อุ่นที่อยู่เพื่อพัก และพร้อมที่จะไปเผชิญที่เย็นข้างนอก แต่ถ้าที่พักไม่อุ่นจะซัฟเฟอร์มาก

กิน จนไม่รู้จะกินอะไร

เดินจนปวดเข่า หลัง ๆ ไม่อยากเดินละ ขี้เกียจเดิน เลยนั่งรถบัสเอา

บางวันก็กลัว กลัวอะไรก็ไม่รู้ กลัวโฮมเลสเข้ามาหา หรือมาพูดด้วย

กลัวสายตาคนอื่น ต้องก้าวข้ามอันนี้ไปให้ได้ ต้องช่างมัน

ถนนหนทางตอนหลัง ๆ นี่ดีเพราะเริ่มจำถนนได้ ไม่ต้องดูแผนที่บ่อย

ขึ้นรถสาธารณะหลายอย่าง รถบัส ไลท์เรล รถbart รถราง รถ อยู่ powell เคยไปรอรถสาย N ที่รอรถบัส รอยังไงก็ไม่มา มาแต่สายตัวเลข กับสาย F รอจนเหนื่อย เลยเซิชเน็ตดู อ้าว ต้องลงไปรอที่สถานีรถ bart ข้างล่าง โอ เก็ตเลย

มานี่ได้อะไรบ้างนะนี่

ได้รู้จักเมืองซานฟรานซิสโก มันก็เป็นอีกเมืองหนึ่งอะนะ มีคน มีห้าง มีร้าน มีอะไรต่าง ๆ เหมือนที่ไทยมีนี่แหละ มันเป็นวิถีชีวิตของคนเมืองนี้

มาได้เห็นความเหลือเฟือของอเมริกา อาหารไซส์ใหญ่ ทิชชู่มีใช้ไม่ขาด กาแฟกับชามุกราคาพอ ๆ กัน

สตาร์บัคส์ก็คือกาแฟที่มีมาตรฐานหนึ่งในอเมกา มันราคาอเมริกาพอมาบ้านเรามันก็เลยแพง ที่นี่ คนโฮมเลสก็กินสตาบัคส์ เอาแก้วสตาร์บัคส์นั่นแหละมาขอเงิน โอ้ย

จะดีมาก ๆ ถ้าซานฟรานไม่มีโฮมเลส ไม่ชอบโฮมเลสจู่โจมเลย หะ ๆๆ แต่พอไปเดินแถวทางบ้านคน หรือทางที่ไม่มีโฮมเลส มันก็รู้สึกดีอะนะ โฮมเลสชอบอยู่ถนน market, eddy, ellis, leavenworth และตามห้องสมุดและสวนสาธารณะต่าง ๆ เราก็ทำใจกล้า ๆ เดินไปอะนะ เดินไม่หยุด ก็ไม่มีอะไรนะ หรือบางทีเราคิดมากไปเองก็ไม่รู้

คนแปลก ๆ เยอะ เดินพูดคนเดียว นั่งรถสาธารณะต่าง ๆ แล้วก็พูดอยู่คนเดียว คือแบบก็กลัวเบา ๆ อะนะ อย่ามาใกล้ แต่บางทีกลิ่นนี่ก็แบบแรงอะนะ

สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ ปู ที่ฟิชเชอร์แมนส์วอฟ มาก็จะมากินปูนี่แหละ

ช็อกโกแล็ตร้อน กิลาเดลี อันนี้ก็อร่อย วิปครีมอะไรไม่รู้ อร๊อย อร่อย 55

Sunday, January 8, 2017

วันที่ 16 ในเมกา - 16 days

เมืองซานฟรานซิสโก มองเห็นเบย์บริจด้วย

[วันที่ 16 เริ่มรู้สึกอินกับเมือง] จะเล่าให้ฟังฮะ พิมพ์มาเมกา เพราะว่าอยากรู้ว่า ถ้ามาอยู่แล้วจะรู้สึกยังไง การมาอยู่ประเทศโลกที่หนึ่งนี่ ความคิดแรกคือ มันต้องดีมาก ๆ แน่ ๆ เลย ทั้งผู้คนเฟรนลี่และบ้านเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและความอิสระในการแสดงออกของผู้คน

วันนี้ต้องไปทำภาระกิจคือเอากาแฟไปให้เพื่อนของเพื่อนที่ยูซีเบิร์กลี่ ซึ่งอยู่เมืองใกล้ ๆ กัน ต้องนั่งรถไฟไป ตามสเต็ป คือนั่งรถไฟ(ชื่อว่ารถ BART)ผิดสาย ก๊ากกก ก็ถามเจ๊ที่นั่งข้าง ๆ นั่งสัปหงกอยู่ เป็นชาวเอเชียเหมือนกัน(แถวนี้เอเชียเยอะ) ว่านี่รถไฟสายสีอะไรเนี่ย ขึ้นมามั่วเนี่ย รถนี้จะไปไหน เขาก็บอก เราก็ออ ๆ พอจะเริ่มจับทางได้ (จากประสบการณ์เคยใช้แต่บีทีเอสที่กทม. มันก็มีแค่สองสาย อันนี้มันมีสี่ห้าสาย ก็งง) ก็คือต้องดูป้ายที่ชานชาลา เวลารถไฟมา มันจะบอกเราว่ารถนี้ปลายทางไปไหน

พอกลับ รถ BART ก็เริ่มชิว แบบก็ดูสายรถ ไม่ลนเหมือนนั่งครั้งแรก(จริง ๆ นั่งครั้งแรกที่สนามบิน แต่มันเป็นปลายทางก็ไม่ยาก คือนั่งอันไหนมันก็เข้าเมืองเมืองทั้งนั้น) ก็นั่งรถกลับ แวะซื้อของแถวร้านซีวีเอสที่ซีวิคเซ็นเตอร์ ก็เจอคนโฮมเลสประปราย แต่ไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนตอนแรกแล้ว เค้าก็อยู่ของเค้าไป เราก็เดินของเราไป แล้วก็นั่งรถบัส(ชื่อว่ารถมูนิ)กลับบ้านแอร์บีเอ็นบี พอใกล้ ๆ ถึงบ้านก็นั่งรถบัสเลยป้ายไปเพราะว่าจะไปซื้ออาหารเย็นก่อนกลับบ้าน(ทำตัวเหมือนคนเมือง รู้แล้ว ว่าต้องลงรถยังไง อี้ว่ะ ก็นั่งไป) ก็ไปซื้อสตรอเบอรี่มาเป็นอาหารเย็น แล้วก็เดินกลับบ้านอีกประมาณสิบนาที

ระหว่างเดินก็คิดว่า ชีวิตมันก็เป็นอย่างเงี้ยเนาะ เมืองนี้ก็มีชีวิตแบบนี้ ไม่ได้มีอะไรว้าว ๆ แต่มันเป็นของมันแบบนี้ และวันนี้เป็นวันที่รู้สึกว่า เออ เริ่มอยู่ได้ เริ่มรู้ทาง รู้ว่าไปไหนอะไรยังไง เนี่ยแหละ ประสบการณ์ชีวิต ที่ได้มาสัมผัสเอง เมืองซานฟรานซิสโกนี่ก็มีอะไรหลายอย่างเหมือนเมืองไทยนั่นแหละ แต่ที่ไทยถูกกว่า(ก๊ากกก) แต่ที่นี่อาหารจะจัดเต็มในเรื่องของปริมาณอะนะ และกาแฟแถวนี้ก็ใช่ว่าจะอร่อยทุกร้าน มันก็มีทั้งดีและไม่ดี คือที่ไหน ๆ ก็มีความหลากหลายแตกต่างกัน งี้แหละ

Tuesday, January 3, 2017

อากาศหนาวกับความสุขที่หายไป - cold weather and the loss of happiness

เมื่อวานย้ายจากโฮสเทลในดาวน์ทาวน์มาอยู่อีกฝั่งนึงคือฝั่ง sunset มันคือฝั่งที่อยูอาศัยมีบ้านอยู่เยอะ ๆ ร้านอยู่น้อย ๆ

นั่งรถบัสสาย 7 มาอย่างสบายใจ ประมาณห้าสิบนาทีก็ถึงที่ เดินมาอีกหน่อยก็ถึงบ้าน บ้านนี้จอง airbnb ไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ อยากรู้ว่ามาอยู่ทางฝั่งเงียบ ๆ แล้วจะเป็นยังไง

เดินมา เจอบ้าน เวลาประมาณ 11 โมงเช้านะตอนนั้น แต่ไม่ได้นัดเวลาเจ้าของบ้านไว้ ไปถึงก็บ้านล็อกอะสิทั่นผู้ชม! ทำไงดีวะ เวลานั้น มีกระเป๋าแบคแพ็คอันใหญ่หนึ่งอันสะพายหลัง อันเล็กหนึ่งอันสะพายหน้า พร้อมด้วย แถบนี้อยู่ใกล้ทะเล ลมแรงน่ะสิฮะ แถมยังหนาวเป็นพิเศษด้วยวันนี้ ตายแน่ ๆ เจอกริ่ง กดกริ่ง ....เงียบ ดีที่มีมือถือมีเน็ต เลยหาเบอร์เจ้าของบ้านแล้วแมสเสจไปหา ...เอหรือจะโทรดีนะ คิดในใจ แต่ก็ไม่โทร คิดอยู่ สักพักมีคนเดินออกมาพอดี เอ้ย ไอ ๆ เนี่ยไอจองแอร์บีเอ็นบีไว้ แต่ติดต่อเจ้าของบ้านไม่ได้ คนนั้นก็ถาม ยูอ่าน house's manual รึยัง อ้าว มีด้วยเหรอ แล้วคนนั้นก็เดินออกไปเลย พร้อมทั้งประโยคส่งท้าย That's your problem โอ้ กอชชช เยี่ย มายพรอบเบล็ม แต่ก็ยังดี เค้ายังเปิดประตูให้หนึ่งชั้น มันจะมีประตูด้านในอีกชั้น ซึ่งใส่โค้ดไว้

ด้านนอกเป็นกุญแจแบบนี้ ซึ่งต้องใส่รหัสเพื่อเอาลูกกุญแจข้างในมาไขประตู
มันมีช่องเก็บของอยู่ เกิดมาเพิ่งเคยเจอ
พออ่านในมือถือ จากที่จองแอร์บีเอ็นบี ที่เจ้าของบ้านให้ข้อมูลบ้านไว้ ได้ความว่า ด้านในมีหรัสผ่าน ดังนี้ **** ก็เลยลองกดดู โป๊ะเชะ แคร่ก! ประตูเปิดเว้ยเฮ้ย

ดีใจมาก เข้ามานั่งข้างใน บ้านไม่มีใครอยู่เลย นั่งซักพัก กะว่ารอเวลา เพราะว่าเวลาเช็คอินจริง ๆ คือบ่ายสาม เราคิดว่าบ่ายสาม มันต้องมีใครซักคนมารับเราเช็คอินดิ

ซักพักเจ้าของบ้านแมสเสจกลับมา พร้อมวิธีเปิดประตูหน้าบ้าน พร้อมวีดีโอสาธิตด้วยนะ เราก็เออเฮ้ย ใช้เป็นแล้ว ออกไปเดินเล่นดีก่า

อื้อหือออออ เดินออกไปได้ซัก 10 ก้าว ยังไม่ทันข้ามถนน คือลมแรงทะลุเสื้อหนาวสองชั้น เราใส่เสื้อยืดหนึ่ง เสื้อหนาวสอง เอาไม่อยู่เฮ้ย แต่ในเมืองแบบนี้เอาอยู่อะ วกกลับมาด่วนเลยจ้า ต้องได้ควักเสื้อขนเป็ดปล้อง ๆ ของยูนิคโลมาใส่ มันกันลมได้ดีด้วย ใส่เสร็จแน่นมาก เลยเอาเสื้อขนเป็ดนี้ใส่ไว้ข้างในแทนแจ็กเก็ตตัวนอก เดินออกมา ก็โอขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังหนาวอยู่ มันลมมากจริง ๆ วันนี้

ฝั่งนี้ของเมืองอยู่ติดกับทะเลแปซิฟิก มองจากถนนเห็นทะเลเลยอะ

มองเห็นทะเลอยู่ข้างหน้า


ลองเดินไปทะเลดู คือแบบ ลมแรงมาก พัดทรายปลิว ทรายเข้ารองเท้าอีก ตีนก็เย็น ทรายก็ทราย แล้วคนแถวนั้น แม๊ง เดินเท้าเปล่าริมชายหาด ทรายสีดำด้วย ชายหาดก็ไม่ค่อยสวย แล้วก็มีคนเอาหมามาเดิน มีคนวิ่งออกกำลังกาย คือแบบ ถ้าอากาศงี้ที่ไทยคือ ไฟท์มากอะ แต่ที่นี่คงเป็นปกติ เทียบกับไทย อากาศเราโอเคกว่าเยอะเลย หนาวอะ ลมด้วย

ลมแรงและหนาวจุง
จะหาร้านกาแฟนั่ง ปรากฏ คนเยอะทุกร้าน แม่เจ้า คือแบบต่อคิวจนล้นออกมานอกร้านอะ มันจะอะไรกันขนาดนั้น เลยแบบ โอ้ย เอาไงดีวะ เนี่ยก็บ่ายแล้วยังไม่ได้กินไร ร้านไหนก็คนเยอะ เลยเดินเข้าเซเว่น พร้อมกับซื้อเบอร์เกอร์ และของกินประทังชีวิต พร้อมทั้งมาม่าและไข่ กะว่าเอาไปกินที่บ้านก็ได้วะ เพราะว่าแบบว่า แถวนี้ไม่ค่อยมีร้านขายของเลยอะ แล้วก็หนาวอะวันนี้ ขี้เกียจออกมาอีก

เดินกลับบ้าน กินอะไรไปซักพัก นั่งรอ ก็มีคนมาจริง ๆ ด้วย มาจัดเตียงจัดอะไรให้ เค้าทำบ้านเค้าเป็นที่พักอะ ซื้อเตียงสองชั้น เตียงเสริม กั้นห้องต่าง ๆ แล้วเจ้าของบ้านก็อยู่ชั้นล่าง แล้วให้เรา ๆ ทั่น ๆ อยู่ชั้นบน มีคนมาอยู่ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว บรรยากาศไม่เหมือนโฮสเทล บรรยากาศไม่เหมือนบ้าน บรรยากาศแบบเหมือนอยู่กับใครก็ไม่รู้ อะไรเงี้ย หรือเรายังไม่ชินก็ไม่รู้

และปัญหาก็เริ่มตรงนี้ เราถามเค้าว่า มีฮีทเตอร์มั้ย เค้าบอกว่า มันเสีย น่าจะได้ซ่อมพรุ่งนี้ เราก็แบบ เหวอแล้ว ตายแล้ววันนี้ หนาวมาทั้งวัน นั่งเล่นคอม มือเย็นได้อีก

นั่งเล่นคอมแบบเย็น ๆ อยู่มาถึงตอนเย็น ก็ไปอาบน้ำ เจอคนที่อยู่ห้องเดียวกัน เค้าบอกว่า เค้าก็อยู่แบบไม่มีฮีทเตอร์นี่แหละ เราแบบไม่มีความสุขเลยอะ กะว่ามาที่นี่จะนั่งเงียบ ๆ ทำงาน ปรากฏว่ามันหนาวจนทำงานไม่ได้ คือมันก็หนาวแบบ 7 8 9 องศาอะนะ แต่เราไม่ได้ขยับตัวไง มันเลยยิ่งหนาว แต่ถ้าออกไปเดินอะไรงี้ก็โออยู่ คือแบบไม่มีความสุขอะ คิดเลยนะว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ โฮสเทลที่อยู่ก็ดีอยู่แล้ว ที่อ่านรีวิวมาแล้วว่าที่นี่มันดีคืออะไร คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่า เค้าเซฟค่าไฟหรือเปล่า เขามีแต่เขาไม่เปิดหรือเปล่า ดูสิ ความคิดทางแย่ ๆ ก็มา แบบไม่สนุกเลยอะ หนาวเกินไป

บ่นกับเพื่อนที่อยู่ไทย บ่นไป กำลังคิดว่า เอาวะ ออกไปหาเบียร์กิน นี่ก็หกโมงกว่า น่าจะโอ กินเบียร์น่าจะอุ่นขึ้น เดินออกบ้านไป แปะ ๆ อ่าว ฝนตก! เอาวะ ตกนิดหน่อย เดินออกไปอีก แปะ ๆๆๆ เอ้ย หนาวก็หนาว ลมก็ลม ฝนตกอีก เดินกลับมาบ้านมาเอาร่ม ไฟท์มาก พอเดินออกไป ลมพัดแบบร่มจะปลิว ฝนก็ฝน แปะ ๆๆๆ ยังไม่ตกหนักนะ ตกแบบแปะ ๆ ลมด้วย คือเราไฟท์ไปว่ะ เราว่า เราเลยเดินกลับมาแบบยอมแพ้เลย

ต้มมาม่ากิน รสต้มยำกุ้ง ยี่ห้อมาม่าที่ซื้อมาจากเซเว่นแถวนี้ โอ้โห หน้าตาดีเว้ย แต่พอกิน จืดดดดดดด จืดชืดมาก นี่เหรอคือต้มยำกุ้ง กะว่าจะเจอของเด็ดซะแล้ว ปรากฏไม่เด็ดเลย ก็แหลก ๆ ไปนะ

มาม่า ดูดี๊ ดูดี เหมือนต้มอยู่ไทยเลย

ไปอาบน้ำ ดีหน่อยว่ามีน้ำอุ่น หายหนาวมาได้นิดนึง แต่ก็ไม่อยากทำอะไรต่อละ ก็นอนแบบใส่เสื้อผ้าจัดเต็ม ก่อนนอนได้คุยกับรูมเมทเป็นเด็กอายุ 19 อยู่เลย ชาวเวียดนาม ภาษาอังกฤษดีมาก มาเรียนไบโอเมดดิคอลเอ็นจิเนียริ่ง อยู่มหาลัยวอชิงตันรัฐมิสซูรี่ ปิดเทอมเลยมาเที่ยว อะไรเงี้ย ดูเป็นคนฉลาดเลยทีเดียวเชียว ก็ดีได้คุยแลกเปลี่ยนแนวความคิด ตอนเราอายุ 19 เรายังไม่อะไรกะชีวิตเลย

แล้วก็นอนตอนสี่ทุ่มกว่า

กลางคืน รูมเมทอีกคนนึงเข้ามา เป็นผู้ชาย สักพัก นอนกรนจ้าาา

คร่อก ๆๆ ทั้งคืน

เอาวะ อยู่ไป ตื่นมาตอนเช้า หนาวอะ หนาวแบบไม่อยากลุก ลุกออกไปก็ไม่มีฮีทเตอร์ แต่สุดท้ายก็ลุก หาอะไรกิน แล้วก็คิดในใจว่า โอ...อาหารเช้าก็ต้องเตรียมเอง ที่โฮสเทลมีอาหารเช้าให้ มีกาแฟร้อน ๆ ให้ ที่นี่ ต้องทำเองหมดเลย ห่อเหี่ยวมาก ๆ

ได้แต่นั่งเล่นคอมบ่นกับเพื่อนที่อยู่ไทย

คิดอะไรไม่ออกเลย กะว่า จะย้ายที่อยู่ดีมั้ย จะอดทนอยู่ต่อดีมั้ย บลา ๆๆ นั่งอยู่หน้าคอมถึงสิบเอ็ดโมง มือเย็นอะ คิดอะไรไม่ออก ก็เลยคิดว่า เอาวะ เดิน เดินออกไปหาอะไรกิน หาร้านนั่ง อุ่นขึ้นน่าจะคิดอะไรออก ก็เดินออกไป

มีน้องที่รู้จักกันที่ไทย เขาโตที่นี่ เขาชวนไปนอนบ้าน 2 คืน หนีหนาว ก็คิดอยู่ว่าไม่อยากรบกวนเขา ก็เลยบอกเขาว่า คิดก่อน

จะหาร้านกาแฟนั่ง โอ้ย เต็ม เต็ม คือแบบ เต็มอะ ก็เลยเดินไปอีกตามถนน เจอร้านอาหารจีน เอาวะ คนน้อย เข้าไปนั่งกินข้าวก็ได้ อุ่นมาหน่อยเดียวเองอะ กินข้าวราดผัดบล็อกโคลี่ กินข้าวแถวนี้ได้มาแต่ส้อม เหอะ ๆ

อิ่ม

เดินกลับบ้าน ได้รับแมสเสจจากตัวแทนเจ้าของบ้าน ว่ายังซ่อมไม่ได้

โอ่ย น่อ

เราก็คิด ปัญหาอะไรที่แก้ได้ด้วยเงิน สิ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา

ก็เลยหาโฮสเทล จะอยู่เอาวะ โฮสเทลที่เคยอยู่นี่แหละ หาเปรียบเทียบราคาอะไรไป ตัวแทนเจ้าของบ้านเข้ามาจัดบ้านพอดี เขาจะมาเตรียมเตียง ประหนึ่งเป็นเฮาส์คีปปิ้ง แต่ก็เป็นเจ้าของบ้านด้วย บ้านนี้อยู่กันสองคนเจ้าของบ้านอะนะ คนนึงไม่อยู่(คนที่ลงลิสติ้งไว้ในแอร์บีเอ็นบี) อยู่อีกคนนึงเป็นตัวแทน

เขาบอกว่า เขาคุยกับเพื่อนเขา เพื่อนเขาบอกว่า ลองเปลี่ยนถ่านน่าจะดี ถ่านแผงควบคุมฮีทเตอร์อะนะ

เขาก็เลยซื้อถ่านมาเปลี่ยน ปรากฎว่า เปลี่ยนถ่านเสร็จ ดีจ้าาาาาาา

ขอบคุณสวรรค์มาก ๆ เกือบกดจองโฮสเทล เกือบเก็บของออกบ้านไปแล้วอะ เราดีใจมาก ๆ ขอบคุณเขาและกอดเขาเลย

บทเรียนครั้งนี้ เมื่อมีปัญหา ก็หาทางแก้ไข ไม่ว่าจะแก้ที่ปัญหาหรือถอยออกมา อย่างน้อยเราก็ต้องทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมั่งอะน่า ถ้าเขาไม่ซ่อมฮีทเตอร์ เราก็แค่ย้ายออก

ช่วงเวลาก่อนตัดสินใจเป็นอะไรที่อึดอัดกับชีวิตจริง ๆ มันหนาว

เราคิดว่าคืนนี้จะดีขึ้น ขอบคุณ

Stock Images

My latest images for sale at Shutterstock:

My most popular images for sale at Shutterstock: