Friday, May 29, 2015

ทัศนคติ - attitude

วันนี้ว่าด้วยเรื่องง่าย ๆ เลย เรื่องทัศนคติ ว่าเราจะมีความคิด มีมุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ อย่างไร วันนี้มี 3 เหตุการณ์ที่อยากจะเล่า

เรื่องแรก
เล่าเลยนะ ไม่มีชื่อเรื่อง ก็ไปเรียนร้องเพลงตามปกติ แต่หลัง ๆ เริ่มรู้สึกเบื่อที่จะต้องวอร์มเสียงครึ่งชั่วโมง แต่ก็ทำไป มันเหมือนกับคนเราตื่นมาแล้วให้ร้องเพลงเลย แล้วให้มันเพราะเลย เป็นไปไม่ได้หรอก ขนาดพูดเฉย ๆ หลังตื่นมา คนยังฟังออกว่านี่เสียงแบบเพิ่งตื่น (ยังไม่เข้าเรื่องนะ 55)

เข้าเรื่อง วันนี้ร้องเพลงและฝึกคอมเมนท์คนอื่น ครูก็ให้ทุกคนเรียงกันออกมาร้องเพลงที่ตัวเองคิดว่าร้องดีสุด แล้วก็ให้เพื่อน ๆ ตั้งใจฟังและคอมเมนท์ เราจดทุกคนเลย คอมเมนท์ทุกคน คนส่วนใหญ่ก็รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นดี แต่ก็มีบางคนไม่ค่อย เราขอใช้คำว่าเค้าปกป้องตัวเอง เช่นเราบอกว่าเพลงนี้ไม่เต้นดีกว่า(คือยืนร้องนิ่ง ๆ ดีกว่า) แต่เค้าก็บอกว่าก็ทำเล่น ๆ(แต่เราก็คิดว่า อ้าว ก็ออกมาหน้าห้อง นี่มันต้องจริงจังแล้วนะ แบบเทคเดียวอะ ก็แต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน มันก็เลยแสดงออกมาไม่เหมือนกันน่ะสิ) มันเป็นเรื่องของความคิดเห็น มันจะถูกจะผิดก็ได้ และบางทีมันเป็นเรื่องของความชอบ คนอื่นชอบแบบนี้ เราชอบแบบนี้ ความชอบมันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีมาตรฐาน ทุกคนมีไม้บรรทัดความชอบเป็นของตัวเอง เอาไม้บรรทัดของตัวเองวัดคนอื่น แต่ละคนก็วัดได้ไม่เท่ากันหรอก และการที่มีคนตั้งใจฟังเราร้องเพลง แล้วคอมเมนท์เรา เราต้องขอบคุณที่เค้าอุตส่าห์เสียสละเวลา ตั้งใจฟัง แล้วคอมเมนท์ ก็เพื่อให้เราปรับปรุงให้เราได้พัฒนาขึ้น มันจะมีมั้ย ออกมาร้องเพลงแล้วทุกคนเงียบกริบ เอ้า ดีมากกกก ไม่มีอะไรแก้เลย เราว่าพวกเรา ร้องเพลงระดับบ้าน ๆ แบบนี้ มันไม่มีหรอก

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น? เราจะรู้ได้ ครูบอกว่าแบบนี้ ถ้าเราฟังเค้าคอมเมนท์แล้วหลังจากนั้น เรายังรู้สึกกับเค้าแบบเดิม ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม นั่นแสดงว่าเราเป็นคนยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แต่ถ้าเราฟังคอมเมนท์แล้วแบบว่า เอ..คนนี้มันยังไงนะ มันอะไรกับเรานักหนา ชั้นว่าชั้นดีแล้วนะ อย่างนี้ เรายังไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

เราร้องเพลง เราสามารถเปล่งเสียงคำคำหนึ่งได้ครั้งเดียว จะลากเสียง จะหยุดเสียง มันก็ทำได้ครั้งเดียว ไม่มีใครมาร้องอินโทร 2 รอบแล้วให้คนฟังเลือกเอาเองว่าชอบแบบไหน แล้วก็ไปท่อนต่อไปอีก 3 รอบ บลา ๆๆ เราก็ต้องฝึกร้องแบบนี้ ขึ้นตรงนี้ จบตรงนี้ อย่างงี้ และเราก็ร้องเพลงให้คนอื่นฟัง ก็ควรฟังความเห็นของผู้ชมบ้าง

ในการทำงานอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เราว่า มันอาจจะมีเถียงกัน เอาข้อมูล เอาหลักการมาโยนใส่กัน แต่เป้าหมายก็เพื่อทำงานให้มันดีที่สุด บางทีเราเลือกทำได้วิธีเดียว เราก็ต้องช่วยกันค้นหาว่าจะทำยังไงให้มันดี(ที่เราคิดว่ามันจะดีอะนะ เพราะเรายังไม่ได้ทำ)

เรื่องที่สอง
หลังจากเรียนเสร็จก็ไปร้านกาแฟ พอตอนจะออกมา กะว่าเดี๋ยวจะไปวิ่ง ปรากฏว่าสตาร์ทรถไม่ติด แชะ ๆๆๆ เริ่มร้อน เรานี่แหละร้อน มันหลายแชะแล้ว ทั้งปิดแอร์ ปิดวิทยุ ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีอาการสตาร์ทยาก มีอยู่ทีไปวิ่งเสร็จ ทุ่มกว่าเกือบสองทุ่มละ แล้วก็มาวิ่งในแบบว่าป่า ๆ หน่อย ไม่มีคน แต่ก็ยังสตาร์ทติดมาได้ แต่วันนี้แหละ ไม่ติดของจริง  แถวนั้นก็เป็นที่จอดรถ มีรถจอดอยู่ แต่เลิกงานละ มีรถนิดหน่อย บางคันก็ขับผ่านไป เราไม่กล้ารบกวนชาวบ้านอะ รู้ว่าต้องจั๊มแบต แต่ไม่รู้จะเรียกคนอื่นยังไง หรือว่าเรายังคิดว่ามีทางอื่นนะ ทางที่จะเรียกคนอื่น(ที่ไม่รู้จักเลย)คือทางท้าย ๆ ที่เราจะเลือกนะ และเราก็นึกได้ว่า แถวนั้นมีบีควิก โชคดีละ รถมาเสียแถวนี้ นึกออกแต่บีควิกนี่แหละ ร้านอื่นนึกไม่ออกละ เลยเดินไปบีควิก แล้วก็ซื้อแบตใหม่ ยัวซ่า 2290 บาท (ช่วงนี้อยากจะประหยัดอะ แต่ก็มีเรื่องให้ใช้เงินจนได้ กิ๊สสส) เปลี่ยนแบตเสร็จ รถก็สตาร์ทได้อย่างดีเลิศประเสริฐศรีมณีเด้ง(ศัพท์วัยรุ่นมาก)

เรื่องที่สาม
กลับมาบ้าน ไม่ว่งไม่วิ่งมันละ รู้สึกเหนื่อยเบา ๆ จะกลับบ้านมาเปลี่ยนก๊อกน้ำด้วย บ้านทุกวันนี้อยู่บ้านเช่า แล้วเจ้าของบ้านเลือกใช้วัสดุที่สร้างบ้านเกรดไม่ค่อยดี ปั๊มน้ำก็มือสอง คราวก่อนก็พังไป เอามาเปลี่ยนอีกก็มือสองอีก ซึ่งมันก็เสีย เสียตอนเปลี่ยนนี่แหละ ก็ได้ไปซื้อเค้าเรียกอะไรอะ ตัวที่แรงดันตกแล้วมันก็มาสปาร์กกันแล้วไฟเข้ามันก็ปั๊มทำงาน เพรชเช่อรึป่าว นั่นแหละ ซื้อมาเปลี่ยน ปั๊มเมื่อยี่สิบปีที่แล้วได้ ถังด้านในมีแต่สนิม แต่ก็ใช้ได้ ท่อนี่ต่อแล้วต่ออีก เกือบจะเป็นข้อต่อต่อกัน มองไม่เห็นท่อจริงแล้ว แล้วก็มีก็อกน้ำมันพัง คือวาล์วมันปิดน้ำได้ไม่สนิท น้ำมันหยด พอน้ำหยด ปั๊มก็ทำงาน ปั๊มก็จะดังเป็นระยะ ๆ เรานอนกลางวันชั้นล่างบ้านไม่ได้เลย ตกใจเสียงปั๊ม แอ้ดดดด แอ้ดดดดด อยู่ได้ ก็ซื้อก็อกมาเปลี่ยน

ครั้งนี้ก็อก(อีกอัน)พังอีก ปิดสนิทไม่ได้ เราก็เลยกะว่าไปซื้อก็อกมาเปลี่ยนอีก ไปซื้อก็อกที่ตลาดมาได้แล้ว กลับมาบ้าน เอามือจับตัวก็อกหมุนออก แก็ก! ก็อกหักคามือ!! บร๊ะเจ้า หัวก็อกที่มันเป็นเหล็กเนี่ย เหล็กหรืออะไรไม่รู้ มันเปราะ หักคามือ แต่ยังมีตรงต้นก็อกเป็นหกเหลี่ยม เลยเอาประแจไข แก็ก!! หักอีก เอ้ยยยยย ทีนี้เกลียวมันก็ติดอยู่ข้างใน เราเลยเอาไขควงแบนกับค้อนมาตอก กะว่าให้มันแตกอีก เอ้า ทีนี้มันไม่แตก ตอกไปก็เสียงดังไป นี่ก็เกือบสองทุ่มแล้ว ดูนาฬิกา เอาไงดีวะ โฮมโปรยังไม่ปิด(คิดในใจ)

ก็อกแม่งหลุดเป็นชิ้น ๆ
รูก็อกน้ำ
ดูจากรูป ข้อต่อสามทางด้านบน เหลือท่อน้อยมาก เราเลื่อยท่อออก(โชคดีอีกอย่างที่บ้านมีเลื่อย) เลื่อยให้ชิดกับข้อต่อสามทางเลย แล้วมันเหลือท่อให้เสียบกับข้อต่อใหม่อีกแค่ประมาณ 6 มิล ก็ลองดูวะ ตอนไปซื้อข้อต่อที่โฮมโปร คนขาย(ซึ่งเป็นช่างประปา)บอกว่า เหลือที่ให้ต่อกันน้อย มันทนแรงดันน้ำไม่ได้หรอก เราก็แบบว่า ทำไงดีวะ ทำไงให้มันต่อกันได้ ไม่งั้นต้องทุบผนัง รื้อท่อใหม่หมดแน่ ๆ หรือจะหาอะไรมาอุดรู รูซึ่งไม่มีเกลียว(เกลียวของก็อกน้ำเก่ามันติดแหง็กอยู่น่ะสิ) แรงดันน้ำต้องพุ่งทะลวงแน่ ๆ แต่ในที่สุด เราก็ไปซื้อสามทางมา แบบธรรมดาอันนึง แบบเกลียวอันนึง ถามพนักงานว่ามีกาวดี ๆ มั้ย ก็ไม่มี ก็มีเท่านี้ กาวกระป๋องเขียวอะ ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ตอนนั้นซื้อเอามาซ่อมท่อนั่นแหละ

เอ้อ ตอนเดินโฮมโปร ก็คิดนะ ว่าจะทำยังไงให้มันต่อได้ เลยนึกถึงตอนที่ไปอยู่กรุงเทพ แล้วไปอยู่หอ ที่ห้องพัก น้ำมันหยดตรงใต้ซิงค์ล้างหน้า พนักงานเลยเอาซิลิโคน(ซึ่งเหม็นมาก)มาอุดให้แบบกาก ๆ เหมือนจะมีซิลิโคนอุดอยู่แล้วก่อนหน้าด้วย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยแก้หายขาด แต่มันก็ดีขึ้น มันเป็นท่อน้ำทิ้งเฉย ๆ ไม่มีแรงดันอะ เราก็แก้ปัญหาต่อโดยการหาอะไรมารองน้ำไว้ มันจะได้ไม่กระเด็นใส่เท้าเวลาล้างหน้าแปรงฟัน เราไม่ชอบความรู้สึกน้ำกระเด็นใส่เท้า และไม่อยากให้ห้องน้ำน้ำไหลเป็นทางจากใต้ซิงค์ นั่นแหละ จากเหตุการณ์นั้น เราเลยนึกขึ้นได้ว่า ก็ซื้อซิลิโคนไปอุดก็น่าจะได้ เลยเดินไปตรงแผนกขายซิลิโคน แถวนั้นก็มีกาวมากมาย เทปกาว ซิลิโคนแบบต่าง ๆ กาวตราช้าง กาวอีพ็อกซี่ เราก็ยืนมึนอยู่ ก็ถามพนักงงานว่า อยากได้กาวที่มันไว้อุดท่อรั่วอะ มีมั้ย พนักงานก็ยังแนะนำไม่ค่อยถูก เราก็กวาดสายตาดูเรื่อย ๆ ไปเจอกาวอีพ็อกซี่ดินน้ำมัน นึกขึ้นได้อีกว่าที่บ้าน พ่อเอามาอุดทับเปอร์แวร์ที่มันแตก กล่องถั่วอันนั้น โอ.... ไอ้อีพ็อกซี่นี่น่าจะใช้ได้ พลิกอ่านด้านหลัง ก็มีวิธีใช้ให้เอามาปั้น ๆ แล้วก็เอาไปแปะ โอ้ว ดูง่าย ถามพนักงงานว่ามีกี่แบบ พนักงานบอกว่ามีแบบนี้แบบเดียว ขายดี สายตาก็เหลือบไปเห็นอีกอัน แบบเดียวกัน ปั้น ๆ เหมือนกัน พนักงานนี่ใช้ไม่ค่อยได้เลยว่ะ ถามอะไรไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ตั้งแต่ที่ท่อละ น่าจะดูแล้วรู้เลยว่าท่อยังไงขนาดอะไร ขนาดเราเอาท่อเราไปเทียบ พนักกงานยังไม่แน่ใจว่ามันไซส์เดียวกันชัวร์ป่าว สรุปเราก็เลยซื้อกาวอีพ็อกซี่ดินน้ำมันมาอีก 181 บาท ข้อต่อสามทางธรรมดา 5 บาท ข้อต่อสามทางเกลียวทองเหลือง 65 บาท

กลับมาบ้าน(โชคดีอีก บ้านอยู่ใกล้โฮมโปร) ก็ต่อตามแผนที่วางไว้ ตอนเลื่อยท่อนี่ยากนะ เลื่อยเบี้ยวอะ เห็นช่างที่มาทำปั๊มน้ำคราวก่อน มีที่ตัดท่อด้วย ชีวิตดี๊ดี ตัดแป๊ก ๆ
ต่อท่อเสร็จ ปั้นกาวอีพ็อกซี่พันรอบข้อต่อที่คิดว่าต่อไม่ชัวร์อีกครั้ง

ดูกันชัด ๆ ว่าเอาอีพ็อกซี่พันรอบแบบนี้

ตอนนี้เหมือนจะดีนะ น้ำดูจะไม่ซึม เราก็ภูมิใจว่า ทุกอย่างจบลงเรียบร้อย เราก็มานั่งแกะกาวที่นิ้ว แล้วก็มาอัพบล็อก

ทัศนคติที่อยากจะบอกก็คือ ให้คิดไปในเชิงแก้ปัญหา ว่าโจทย์ มันเป็นแบบนี้ เราทำอะไรได้บ้าง ก็ทำ
มันก็แค่ ถ้าปัญหามันแก้ได้ก็แก้ ไม่ต้องคิดมาก ถ้าปัญหามันแก้ไม่ได้ ก็ช่างมัน ก็มันแก้ไม่ได้ ไม่ต้องคิดมาก ไม่มีอะไรให้ต้องเครียดเลย เนี่ยแหละ เราก็ยังต้องฝึก

ปัญหา 97.65% แก้ได้ด้วยเงิน ปัญหาที่เหลือนี่สิ แก้ยากกว่า

ปัญหาเรื่องแรก แก้ไม่ได้ด้วยเงิน
ปัญหาเรื่องสองและสาม แก้ได้ด้วยเงิน สบาย ๆ ฮะ ถ้ามีเงิน เงินนี่จำเป็นนะ เงินจำเป็นสำหรับเรื่องที่ต้องใช้เงิน

บาย

Wednesday, May 20, 2015

การเรียนรู้ - learning

"คนเราเรียนรู้ได้เท่ากัน ในเวลาที่ไม่เท่ากัน"

- อาจารย์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ในวันปฐมนิเทศ

Monday, May 18, 2015

เปิดเทอมแล้วฮ้าฟ - first day in CMpoly

ลงเรียนที่วิทยาลัยสารพัดช่างไว้ ช่วงเช้าเรียนเขียนแบบก่อสร้าง ช่วงบ่ายเรียนขับร้อง ไปปฐมนิเทศวันนี้รู้สึกดีมากเลย ครูแต่ละคนมีอินเนอร์มาเต็ม มีจิตวิญญาณความเป็นครูอะ ฟังแล้วรู้สึกได้เลย เห็นใส่ชุดข้าราชการนี้ทำให้นึกถึงพ่อเลย เค้าจัดสอนได้ไงอะ 150 ชั่วโมง 160 บาท

เรียนเขียนแบบก่อสร้าง เอาดินสอไปอย่างเดียว

เรียนขับร้อง พรุ่งนี้ต้องเตรียมไปแนะนำตัว แล้วก็ร้องเพลง 1 เพลง กิ๊สสส ตื่นเต้น ว่าจะร้องเพลงผู้ชายในฝัน 555 นี่ซ้อมจากยูทูบไปสองสามรอบ คนในชั้นเรียนมีตั้งแต่ลุงไปจนถึงคู่แม่ลูก หลากหลายมาก ๆ

ชีวิตจะเป็นแบบนี้ไปอีก 3 เดือน ก็ลองติดตามกันไป

ลองเรียนดู จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ

Saturday, May 16, 2015

ออกซิเจนตู้ปลา - oxygen in fish tank

คืองี้ ที่บ้านก็มีตู้ปลาอยู่ มีปลาโคเมท ปลาเทวดา ปลาดูด แต่มันไม่ค่อยมีใครดูแล(อ้าว ใครจะดูแลล่ะ) มันก็มีตะไคร่น้ำขึ้นก็ขัดไป ให้อาหารเลี้ยงกันไป

เวลาผ่านไป สายที่ปั๊มเอาอากาศใส่ตู้ปลา เราสังเกตเห็นฟองอากาศมันอ่อนลง จนไม่มีฟองออกมา เราก็เอาออกมาขยับ ใส่เข้าไปใหม่ เอ๊ะ ก็มีฟอง สักพัก ไม่มีฟองอีกละ เราก็คิดว่ามันจะตันป่าววะ ดูแล้วมันก็ไม่ตัน ก็คิดอยู่ว่าจะไปซื้อใหม่

สรุปเลยละกันว่าสายจุ่มลึกไป ทำให้แรงดันอากาศสู้แรงดันน้ำไม่ไหว มันเลยปั๊มอากาศไม่ออก ต้องยกให้สายมันสูงขึ้น ฟองอากาศก็ปุ๊ด ๆ เลยทีนี้ เพราะอย่างนี้ ตอนแรกที่จุ่มสายถึงมีฟองอากาศ เพราะว่าแรงดันน้ำด้านบนมันน้อยกว่าด้านล่าง

พอคิดได้แบบนี้รู้สึกตัวเองฉลาดขึ้นมาทันที ชวิ้ง! คนอะไร ฉลาดว่ะ ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อที่ปั๊มอากาศใหม่ เย่ ต่อไปก็ว่าจะไปหาซื้อของมาตกแต่งตู้ปลาดีก่า ไปเปิด pinterest คิด theme ก่อนนะ

Thursday, May 14, 2015

พนักงานธนาคารขายแมว - banker sell cat

วันนี้ตอนเย็นไปธนาคารกรุงเทพ เพราะได้อ่านมาว่าเวลาแลก paypal มันจะได้เรทที่ดีกว่า ก็เลยไปเปิดบัญชี ได้ไปนั่งโต๊ะกับพนักงานชายท่านหนึ่ง ก็เปิดบัญชีไปคุยกันไป เราบอกเค้าว่าจะเอาบัตรบีเฟิร์สที่มันเอาไปทำเพพาลได้น่ะ เค้าก็ถามว่าเราจะทำอะไร เราบอกเราจะทำสต็อกโฟโต้ เค้าไม่รู้จัก ก็คุยกัน เค้าถามว่าเราจบอะไร เราบอกว่าจบวิทยาศาสตร์ ส่วนเค้าจบเศรษฐศาสตร์ เค้าก็ทำงานตรงสายดี เราไม่ตรง ห้าห้าห้า

เราบอกไปว่า ก็เหมือนคนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ โหยหาอิสรภาพทางการเงิน เราบอกเค้าว่าอยากมีรายได้หลายทาง เค้าเลยบอกว่า เค้าขายแมวเปอร์เซีย...ซักอย่าง มันไม่ใช่เปอร์เซียธรรมดา มีสร้อยต่อ แต่จำไม่ได้แล้ว ตอนแรกก็เลี้ยง แล้วเอาไปผสม(เลี้ยงตัวผู้) ต่อมาเลยซื้อแม่พันธุ์มาเลี้ยงหกเจ็ดตัว ตอนนี้ก็ขายแมว ส่งแมวขึ้นเครื่องบินไปขายก็มี

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งชีวิต แต่ละคนมีเรื่องราวน่าสนใจกันทั้งนั้น

คุยกันเพลิน กรอกเอกสารให้เราผิด ได้กรอกใหม่เลย ฮาาาา เสียเวลาไปอีกนิด แต่ก็ไม่เป็นไร

เราถามเค้าว่า คุณก็ชอบทำงานธนาคารเหรอ เอาเอาหัวหดไปข้างหลัง ทำปากเป็ดนิดนึง แบบว่าไม่นะ ชั้นไม่ชอบ อะไรทำนองนี้แหละ หะ ๆๆ แต่ก็ทำไปนะ เชเว้ดดดดดดด

พอเสร็จ เราก็บอกว่า ถ้ามีเพื่อนจะซื้อแมว จะแนะนำมานะ บายม์

Saturday, May 9, 2015

ขับรถในกรุงเทพฯ - driving in Bangkok

เป้าหมายที่ทำสำเร็จในวันนี้คือ "ขับรถในกรุงเทพ"
ตั้งเป้าหมายนี้ไว้ตั้งแต่อยู่กรุงเทพตอนนั้นละ ทำได้ดีสุดตอนนั้นคือ ย้ายรถให้คนอื่นจากที่จอดหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่ในวันนี้ มันขะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล!(นี่มันไตเติ้ลหนังหรืออะไร)

ขับจากกรุงเทพไปนครนายก เพื่อไปส่งน้องซ้อมรับปริญญา อู้ววว แล้วก็ขับกลับ ขากลับฝนตกหนักมากบนทางด่วน แต่ก็ขับมาได้ เมื่อก่อนเคยอยู่กรุงเทพ คิดว่ามันน่าจะยาก ขับรถไปมา แต่พอได้มาขับจริงมันก็ได้นี่นา แต่เราควรต้องรู้ทางก่อน จะได้อยู่ถูกเลน บางทีถึงมาทางถูก แต่ดันอยู่ผิดเลน ก็ต้องเลยตามเลย ได้ขับไปจอดที่เทอมินอล21 ด้วย อู้ววว จอดรถห้างในกรุงเทพ วนขึ้นแบบหลายเลย กินโคโค่ กินเรดแมงโก้ กลับคอนโด สบ้าย! ราบรื่น น้ำมันหมดไปครึ่งถัง แต่นี่เพิ่งขับได้ 150 โลเองนะ!


กรุงเทพ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวฮะ

-----
อยู่เมืองใหญ่นี่ก็สนุกอีกแบบ เป็นบรรยากาศแห่งการแข่งขัน บรรยากาศแห่งการต่อคิว มันจะดีกว่านี้ถ้ามันอากาศเย็นนะ นี่มันร้อนสึด ๆ เลย
เราอยู่เมืองแบบไหน เราก็จะมีบุคลิกเป็นแบบคนเมืองนั้น รู้สึกนะ

Friday, May 8, 2015

จะไปกทม. - go to Bangkok

พรุ่งนี้จะไปงานรับปริญญาน้องที่เคยทำงานด้วยกันที่กทม. เอาวะ ไปก็ไป
ขอบคุณที่การเดินทางราบรื่น
ขอบคุณที่ไปแล้วสนุก
ขอบคุณที่ไปกทม.แล้วได้เจอสิ่งตื่นเต้น(แบบดี ๆ)
ขอบคุณที่ขับรถได้ปลอดภัย เดินทางเป๊ะ ๆ
ขอบคุณที่ฉันอารมณ์ดี
ขอบคุณที่ได้ขายขายภาพได้รายได้ดีในช่วงที่ไม่ได้ทำงานนี้
ขอบคุณสำหรับความรักที่ฉันได้รับจากทุกคนบนโลกนี้
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ

--------
ส่วนวันนี้ ได้ไปที่ห้องสมุด TCDC แล้ว ไปพบคนหนึ่ง ให้คำแนะนำเรื่องสต็อกโฟโต้ ขอบคุณจริง ๆ ที่เขาสละเวลามาพูดให้เราฟัง นี่ฮึดเต็มที่ิเลยนะ ตอนแรกมันคงจะยากอย่างนี้แหละ แต่ต่อไป เราจะมีรายได้เดือนละ 3 แสนบาท! เป้าหมายใหญ่มาก พูดเองยังหวิว ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ แต่ก็อย่างที่เค้าว่า(ใครว่านะ บอยรึป่าว) ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วรู้แน่ ๆ ว่าจะทำได้ นั่นเรียกว่าออกไปซื้อกาแฟหน้าปากซอย เป้าหมายต้องใหญ่ ต้องทำให้เราขนลุกซู่.....เอ้ยยย นั่นแหละ ฉันมีรายได้ต่อเดือน 3 แสนบาท!!! ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ

Thursday, May 7, 2015

สมัครงาน - apply for a job

แต่งตัวดี เสื้อผ้า หน้าผมเป๊ะ(เท่าที่คิดว่าจะเป๊ะได้) เตรียมเอกสารใส่ซองพร้อม ออกเดินทางไปสมัครงานที่เล็งไว้ 1 ที่

ไปถึงประตูเป็นแบบซิเคียวริตี้ตั้งแต่หน้านั่นเลย ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า บรรยากาศไม่น่าเข้าหาเลย ไม่มีส่วนรับรอง(คือว่ากะว่าจะไม่รับแขกเลยใช่มั้ย) ตรงประตูติดป้ายกระดาษเอสี่ใจความประมาณว่า ถ้าจะมาติดต่อให้โทรมาก่อนหรือนัดหมายล่วงหน้า โอ...แม้น สักพัก มีคนทำงานในนั้นคนหนึ่งเดินออกมา เราก็เลยถามเค้าว่าจะมาสมัครงาน เค้าก็ทำหน้างง ๆ เราเลยพูดไปว่า ได้มั้ยคะ(มาสมัครงานเนี่ย ได้มั้ย ฮ่วย!) เค้าบอกว่าเดินตรงไปเลี้ยวขวา

พอเดินไปถึงห้องฝ่ายบุคคล ห้องกว้างซัก 3m*4m ได้ คือมีโต๊ะทำงานนั่งหันหน้าทางเดียวกัน 4 ตัว เว้นทางเดินไว้ซัก 50cm อะ ผู้หญิงคนหนึ่งก็กำลังส่องกระจกแบบจริงจังอะ ส่องฟันหรืออะไรก็ไม่รู้ อีกคนก็กินมะม่วงดอง เราบอกเค้าว่ามาสมัครงานค่ะ เค้าก็ทำหน้างงอีก บอกว่าหมดเขตรับสมัครแล้ว(เรารู้อยู่แล้วแหละ แต่ทำไมอะ เราจะมาสมัคร เราถือว่าได้มาแล้ว คุณรับหรือไม่รับก็แล้วแต่ นี่มาเสนอตัวถึงขนาดนี้เลยนะเนี่ย) เราเลยบอกว่า มายื่นใบสมัครทิ้งไว้ได้ไหม เค้าบอกว่าได้ เราก็เลยเอาเอกสารทั้งปึกให้ เราก็ถามเค้าว่า งั้นเอกสารของเราก็จะถูกเก็บไว้ในตู้ใช่ไหม เค้าบอกว่าใช่ แล้วเราก็จากลามา

ที่เรามาสมัครเพราะเราดูในเว็บ เค้าประกาศว่า ตำแหน่งที่เรามาสมัคร ซึ่งหมดเขตไปแล้ว ผลออกมาว่า ไม่มีผู้ได้รับคัดเลือก เราเลยคิดว่า เอ้อ หรือว่าตำแหน่งนี้รอเราอยู่นะ มันเป็นโอกาสของเราที่เราจะไปยื่นใบสมัครงาน เราเลยไป ซึ่งมันจะได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน เราถือว่าเราได้ทำในส่วนของเราแล้ว

และดูจากบรรยากาศที่ทำงานที่นี่แล้ว มันยิ่งตอกย้ำว่า นี่หรือที่ที่เราอยากมาทำงาน งานประจำนี่หรือที่เราโหยหา มันไม่ใช่อะ มาเพื่อให้รู้ว่า มันไม่ใช่จริง ๆ

ตอนบ่ายเลยไปสมัครสมาชิกห้องสมุด TCDC เพื่อที่ว่าจะตั้งใจทำงานสต็อกโฟโต้จริงจังละ บอยบอกว่า ถ้าอยากเก่งอันไหน ให้ลงทุนในอันนั้น นี่สมัครสมาชิกไป 600 บาทนะ รายปี ทำให้ย้อนนึกไปถึงว่า ครั้งก่อนก็สมัครสมาชิกสระว่ายน้ำรายปีไป 500 บาทเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยได้ว่ายเลย เอ้า!

Monday, May 4, 2015

ถึงเวลาเอาจริงซักทีมั้ย - make it serious

ใคร ๆ ก็บอกให้ตั้งเป้าหมาย แล้วจะตั้งเป้าหมายทำไมล่ะ ทำไมจะต้องตั้งเป้าหมาย เมื่อมองกลับมาที่จุดเริ่มต้น มันก็กลับมาคำถามเดิมคือ คนเราอยู่ไปเพื่ออะไร มีสองอย่างที่ขัดแย้งกันคือ การทำ กับการปลง

ตั้งเป้าหมาย ทำ ดีใจ สำเร็จ ตั้งเป้าหมายอีก ทำอีก สำเร็จอีก .....เพื่ออะไร

ปลง ปลง ปลง ทำไปทำไม พยายามทำไม

เพราะฉะนั้น เป้าหมาย ต้องให้มันควรค่าแก่การพยายาม ต้องมีแรงขับเคลื่อนมากพอ และเราคิดว่า ทำเพื่อคนอื่น มันยิ่งใหญ่กว่าทำเพื่อตัวเอง แบบว่า ผัวทำเพื่อเมีย แม่ทำเพื่อลูก พ่อทำเพื่อครอบครัว มันเป็นความขัดแย้งอีก เรื่องทำเพื่อตัวเองกับทำเพื่อคนอื่น สำหรับเราถ้าทำโดยมีคนอื่นด้วย เราจะตั้งมั่นมากขึ้น เช่น คิดจะไปวิ่งคนเดียว กับนัดคนอื่นไปวิ่ง ถ้านัดแล้ว เราจะมีโอกาสล้มเลิกน้อยกว่า

มีคำกล่าว
A goal without a plan is just a wish
เป้าหมายที่ปราศจากการวางแผน มันก็แค่ความหวัง(ลม ๆ แล้ง ๆ ..ต่อให้)

แล้วมันก็มีคำกล่าวอีกว่า
A goal is a dream with a deadline
เป้าหมาย มันคือความฝันที่มีเดดไลน์

เอ....เป้าหมาย

เอาไงดีอะ ถึงเวลาต้องจริงจังแบบมีตารางเวลา ปั๊บ ๆๆ งี้ยังนะ

อะเหื้ออออ....

Sunday, May 3, 2015

เวลาผ่านไป - time passing

เมื่อเวลาผ่านไป เราก็โตขึ้นทุกวัน พ่อแม่เราก็แก่ลงทุกวัน

นึกถึงแล้วน่าหดหู่ เรายังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย ถ้าผ่อนบ้านอีก 20 ผ่านไป พ่อแม่จะมีวันได้อยู่ถึงวันนั้นหรือเปล่านะ พ่อแม่จะตายตอนอายุเท่าไหร่นะ จะตายยังไงนะ มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นในวันหนึ่งแน่ ๆ แต่เราก็ไม่อยากคิดถึงมันเลย รู้แต่ก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไร เรื่องเกิดแก่เจ็บตายนี่มันเป็นธรรมดาจริง ๆ แล้วมันก็จะเป็นอย่างนี้ไปอีก นี่แหละมนุษย์

ตัดภาพกลับมาที่บ้านนอกของเรา มีแต่คนแก่ หม่อนก็ตายแล้ว ปู่ย่าตายายก็ตายแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่บ้าน ที่บ้านจะมีห้องของเราหนึ่งห้อง เป็นห้องเปล่า ๆ เมื่อก่อนมีที่นอนอยู่บนพื้น แล้วมันก็เป็นห้องเก็บของไปในตัวด้วย ต่อมาพ่อแม่ก็ซื้อเตียงมาไว้ แล้วก็ขนของออกไป ห้องก็จะมีแต่เตียง ต่อมาพ่อก็ติดแอร์ให้ เราบอกว่า ไม่ต้องติดก็ได้ เดือน ๆ หนึ่งเราจะได้กลับบ้านมากี่วันกันนะ ปึหนึ่งเราจะได้นอนบ้านกี่วันกันนะ แล้วต่อมาอีกก็ซื้อโต๊ะพับ(แบบโต๊ะสัมนา)มาไว้ เอาไว้ให้เราเผื่อเราอ่านหนังสืองี้

เราคิดว่า นี่อาจเป็นการทำย้อนหลังอะ มันเหมือนจะสายไปแล้ว เพราะเราไม่ได้อยู่บ้าน แต่เค้าก็ทำ ถ้าเรามีลูก เราจะเลี้ยงลูกให้ลูกอยู่กับเรา เพราะเราจะเห็นเค้า ได้อยู่กับเค้าอย่างใกล้ชิดตอนที่เค้าเล็ก ๆ นี่แหละ ถ้าโตแล้ว ยังไงเค้าก็ต้องไปมีชีวิตของเค้า

คนแก่แถวนี้ก็อยู่บ้านเฉย ๆ เราเห็นแม่เราไม่ได้ไปทำงานเพราะว่าหยุดยาว ก็อยู่บ้านเฉย ๆ นอนกลางวัน เราก็กลับบ้านมาแล้วอยู่บ้านเฉย ๆ เหมือนกัน คือไม่รู้จะทำอะไรดี ดูทีวีก็เบื่อ เล่นคอมก็เบื่อ ดูไร้สาระ
แม่เพื่อนเราอยู่บ้านเฉย ๆ ก็นอนกลางวัน ทีนี้ก็นอนไม่หลับตอนกลางคืน ก็ไปหาหมอ กินยานอนหลับ พอกลางวันมาก็เบลอ ๆ คือระบบร่างกายมันรวน ๆ เพราะเราไปกินยา

ไม่อยากให้คนแก่เกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ อยู่เฉย ๆ รอวัน...เลย แล้วเราแก่มา เราจะเป็นยังไงน้อ...

คิดมาก

Stock Images

My latest images for sale at Shutterstock:

My most popular images for sale at Shutterstock: