Saturday, December 27, 2014

ความเชื่อสั่นคลอน - my believe

วันนี้โทรคุยกับเจ้าของหอพัก chic color suit ที่อ่อนนุช 10 หรือ สุขุมวิท 81 ใส่รายละเอียดไว้เลย เผื่อคนมาเซิชเจอ

พูดไม่ดีเลย พูดมาก

เราก็คงผิดเอง ที่จำวันเข้าเป็นวันที่ 4 ครั้งก่อนโทรคุยเจ้าของบอกว่าออกได้เป็นวันที่ 3

วันนี้เราโทรไปจะคอนเฟิร์มว่าออกวันที่ 3 เจ้าของบอกว่าเค้าไม่ได้ดูเอกสาร ต้องออกวันที่ 2

ขี้เกียจเขียนเป็นบทพูด มันจะยาว

แต่เจ๊คนนี้ พูดแบบไม่ให้เราได้พูด ทำไมไม่ฟังเราวะคะ พนักงานที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ก็ไม่อยากจะโทรไปจัดการเรื่องให้ ต้องให้เราติดต่อเอง เอ้ย ชีวิต

เจ๊: เวลาเค้าเช่าหอกันเค้าก็ต้องออกปลายเดือนกันทั้งนั้น ดิชั้นไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลยนะคะ

พูดไปโน่น

คุยกันไปกันมา เราก็ยอมโอเค จ่ายรายวันต่ออีก 1 คืน แล้วคุณนี่ก็ยังไม่ยอมจบประเด็นง่าย ๆ นะ พูดคุยกันจนเราต้องขึ้นเสียง จนเราต้องบอกว่า คุณฟังก่อน โอเค จ่ายรายวันก็จ่ายรายวัน จบไป

ทีนี้จะขึ้นประเด็นใหม่คือค่ามัดจำจะคืนยังไง เค้าก็บอกว่าจะโอนมาให้ที่เคาน์เตอร์ข้างล่าง เราก็งงว่าคือจะจ่ายเงินเข้าบัญชีเราหรือโอนมาให้คนที่เคาน์เตอร์แล้วให้ไปกดเงินมาจ่ายเรา เป็นงินสดหรือเงินโอน แล้วจะใช้เวลาทำนานมั้ย แค่จะถามว่าใช้เวลาทำนานมั้น หาจังหวะถามไม่ได้ ต้องบอกให้เค้าหยุดพูดอะ

สรุปว่าเค้าจะโอนเงินมาไว้ให้คนที่เคาน์เตอร์ แล้วหักค่าใช้จ่าย จ่ายเรา

การจ่ายค่าห้องของที่นี่ก็ต้องโอนเข้าบัญชีเค้า เพราะเค้าไม่ไว้ใจลูกจ้างที่อยู่เคาน์เตอร์

การคุยโทรศัพท์กันในครั้งนี้ทำลายความเชื่อของเราที่ว่า เราเป็นคนดี เราก็จะได้เจอคนดี ๆ

แต่คนนี้ที่เจอคุยแบบหักหาญน้ำใจกันมาก

คุยเสร็จเราน้ำตาคลอเลย อยากจะเขวี้ยงโทรศัพท์ ทำไมต้องเจออะไรแบบนี้ด้วย แต่ก็นั่นละฮะทั่นผูชม ต้องรีบบูทความโพสสิทีฟให้กลับคืนมา

ไม่อยากดรามา

วันนี้พิมพ์ด้วยอารมณ์หลังจากคุยเลย ไม่อยากจะอยู่ที่นี่เลยอีกแม้แต่วันเดียว นี่แบบคิดไปถึงจะเลื่อนตั๋วเครื่องบินเลยนะ

1. แต่ทั้งหมดทั้งมวล คงจะต้องโทษเรานี่แหละที่จำวันผิดเองตั้งแต่แรก เราบอกเค้าว่าเรามาอยู่วันที่ 4 เค้าถึงบอกเราว่าออกได้วันที่ 3
2. ถ้าคุณเจ้าของพูดดี ๆ นะ เราจะไม่ว่าอะไรเลย คนเราผิดพลาดกันได้ อยู่ที่การสื่อสารเท่านั้นแหละว่าจะทำให้สถานการณ์หลังจากนั้นดีหรือไม่ดี

Friday, December 26, 2014

วันเกือบสุดท้ายของการทำงาน - almost the last day working here

วันนี้เป็นวันเกือบสุดท้ายของการทำงานที่กรุงเทพฯนี่

และเป็นวันสุดท้ายที่จะเจอใครหลาย ๆ คนที่ทำงาน สัปดาห์ก่อนวันสิ้นปี บางคนก็ลางานเพื่อที่จะหยุดยาว เราก็จะไม่ได้เจอเขาเหล่านั้นแล้ว เขาเรียกว่าหมดบุญหรือหมดเวรหมดกรรมกันรึเปล่านะ

อยากจะไปแบบเงียบ ๆ ไม่ต้องร่ำลา ไม่ต้องบิ๊วอารมณ์ หรือพูดอะไร ขี้เกียจคิดว่าจะพูดอะไร คือไม่ได้อยากพูดอะไร

งานก็เอาใส่แฮนดี้ไดรฟ์ไว้ให้แล้ว มันก็เสร็จเท่าที่มันจะเสร็จได้อะนะ

มันรู้สึกว่า เหมือนเป็นผู้ที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกแล้วต้องออกจากเกมไป ไม่ใช่เราตัดสินใจออกเอง

แต่ก็นั่นล่ะฮะทั่นผู้ชม

ชีวิตออกไปจากจุดนี้ จะไปทางไหนอีกก็ไม่รู้

และทุกวันนี้ใช้ชีวิตตามเป้าหมายรึป่าวนะ แล้วเป้าหมายคืออะไรนะ

เป้าหมายคือชีวิตมีความสุข อยากตื่นมาทำงานทุกวัน ได้ร่วมงานกับคนที่คิดบวกมีความคิดสร้างสรรค์
เป็นงานที่ทำประโยชน์ต่อชาวโลก
อยากทำงานเมื่อไหร่ก็ทำ อยากหยุดเมื่อไหร่ก็หยุด
มีรายได้อย่างเหลือเฟือที่อยากจะเอาไปใช้อะไรก็ได้
งานนั้นมันคืองานอะไรกันนะ

Thursday, December 25, 2014

ความมีชีวิตชีวาของกรุงเทพ - lively Bangkok

Terminal 21 : Dec 25, 2014
วันนี้รู้สึกใจหายเหมือนกัน

หลังจากมาทำงาน ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบ 6 เดือน มาแบบคนบ้านนอกเลย ไม่รู้อะไรเลย มาศึกษาเรียนรู้ใหม่หมด

จากความกลัว เราได้แผ่ขยายคอมฟอร์ตโซนออกไปแล้ว ได้สร้างอาณาจักรใหม่ ที่เราคุ้นเคย เราหายกลัว

เหลือเวลาอยู่กรุงเทพอีกไม่กี่วัน

ในความวุ่นวายของกรุงเทพก็มีความสบาย ๆ ของมันเหมือนกัน เดินทางก็สะดวกอยู่พอสมควร จะเอาอะไรก็มี

เดินทางอยู่ก็ได้แต่ยิ้มอยู่ในใจ

Merry christmas นะทุกคน

Thursday, December 18, 2014

ชีวิตตามสไตล์ - My life

ถ้านับถึงตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเกือบ 2 สัปดาห์จะครบ 6 เดือน ที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ

ปลายปีนี้ก็จะกลับเชียงใหม่ละ

อย่างที่เขาว่า The right book will come into the right hand at the right time (ใครว่าวะ)

เฉกเช่นการมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯนี่เหมือนกัน(งั้นเลยเรอะ) ถ้ามาเร็วกว่านี้ อาจจะไม่ประทับใจ เพราะในใจเด็กบ้านนอก มันจะมีการต่อต้านการใช้ชีวิตในเมืองหลวงอยู่นิดนึง ภาพในจินตนาการคือ เมืองหลวง ร้อน วุ่นวาย สับสน อันตราย

แต่พอมาใช้ชีวิตเองจริง ๆ ทำให้เราได้เห็นว่า ทุก ๆ เมืองก็มีทั้งด้านดี ด้านไม่ดี เอาเข้าจริง ๆ กรุงเทพฯ มันก็อยู่ได้

เหตุการณ์มันเริ่มจากตอนเรียนป.โท รับทุนมา เลยต้องหางานในหน่วยงานของรัฐเพื่อทำงานชดใช้ทุน แต่เราก็ไม่ค่อยชอบ(ทำได้ไม่ดี)ในสายที่เราเรียนมา ระหว่างเรียนเราก็เลยไปสมัครทำงานร้านกาแฟด้วย แบบว่าอยากใช้แรงงาน ไม่อยากใช้สมอง... -..-"

พอเรียนจบ ทำงานร้านกาแฟ พอถึงจุดหนึ่งก็ลาออกร้านกาแฟ และประจวบเหมาะกับเพื่อนเราคนหนึ่งได้มาชวนให้เปิดร้านกาแฟด้วยกัน เราก็ตอบตกลง เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าของร้านกาแฟเก่าที่เราเคยทำงานด้วยไม่พอใจเป็นอย่างมาก(อะไรแว้) เกิดเหตุการณ์ดราม่าอยู่พักหนึ่ง แต่ก็นะ ชีวิตเราก็ต้องดำเนินกันต่อไป เราก็ใช่ว่าจะเปิดร้านกาแฟกับเพื่อนอย่างราบรื่น สวย ๆ นอนมางี้

เปิดร้านกาแฟได้ 1 เดือน มีเราคนเดียวที่ทำกาแฟได้ เราจัดการระบบทุกอย่างในร้านกาแฟ ทำตั้งแต่ซื้อของ คิดเงิน ทำตารางพนักงาน สอนพนักงาน อยู่หน้าร้าน ทำความสะอาด ทิ้งขยะ แล้วก็ซื้อของ ชีวิตวนไปวนมาอย่างนี้ เกือบเดือน เหนื่อยมาก อย่างที่เขาว่า เริ่มต้นยากที่สุด พอมันไปได้ มันจะมีแรงเฉื่อย ไปต่อเอง เราจะใช้แรงขับเคลื่อนน้อยลง(ฟิสิกส์มาก ๆ)

ในขณะที่ร้านกำลังรันไป เราก็ยังไม่ค่อยยอมปล่อย กลัวพนักงานจะทำได้ไม่ดี เพราะว่า พนักงานทุกคนสกิลการทำงานในร้าน เป็น 0 ตั้งแต่แรก แต่เรามีความเชื่อว่า คนเราทุกคนฝึกกันได้ ก็ลองเริ่มปล่อยดู เช่นให้เปิดร้านโดยไม่มีเรา โชคดีที่ตอนนั้นมีน้องที่เคยทำร้านกาแฟเก่า(ที่เขาลาออกมาแล้วก่อนหน้า)ด้วยกันมาช่วยด้วย เป็นบุญจริง ๆ

ในปลายเดือนนั้นเอง(วันที่ 27) งานในหน่วยงานของรัฐที่เราสมัครไว้ก็โทรมาตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง(บ้าป่าววะ ทุ่มครึ่งยังอยู่ที่ทำงาน)

ในหัวตอนนั้นนี่แบบ ....ทำยังไงดีวะ ร้านกาแฟก็เพิ่งเปิดได้เดือนเดียว อะไร ๆ ก็ยังไม่ลงตัว

และด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราตัดสินใจ "เอาวะ" ไปก็ไป ตอนสมัครก็รู้อยู่แล้วว่าที่ทำงานมันอยู่กรุงเทพฯ ก็ยังสมัครไป ทีตอนนี้เค้าเรียกมาจริง ๆ ดันจะไม่ไปเหรอวะ ไปก็ไป!

"ขอแค่ให้เรามีจุดหมาย เดี๋ยวหนทางมันจะตามมาเอง" แค่เรารู้ว่าเราจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ มีคนมากมายคอยช่วยเหลือเรา พี่เราไปเซอเวย์หอให้ เพื่อนแนะนำสถานที่ให้ คนที่ทำงานก็บอกจะซักผ้าให้(เราไม่เคยต้องซักผ้ารีดผ้าเอง เพราะเรามองว่ามันเสียเวลา เราส่งซักตลอด พอมากรุงเทพ แม่ง ค่าซักผ้าแพงอะ แถวนั้นไม่มีร้านซักรีดด้วย สรุปก็ซักรีดเอง และมาค้นพบตอนหลังว่า การรีดผ้าทำให้เกิดสมาธิ เรามีความสุขและสงบใจที่ได้เห็นผ้าเรียบ เออนั่น!) เออแต่ก็ไม่ได้หอบผ้ามาให้คนที่ทำงานซักนะ ฮ่าาาา

ระหว่างนั้นก็บริหารร้านอยู่ทางไกล และกลับเชียงใหม่เกือบทุกสัปดาห์ พูดว่ากลับทุกสัปดาห์เลยดีกว่า กลับไปซื้อของแมคโครนะจ๊ะ ไปใช้แรงงาน แล้วก็มากรุงเทพฯ มาทำงานนั่งโต๊ะ ใช้สมองทางวิชาการ

และมันก็ทำได้เว้ย รู้สึกได้ขยายคอมฟอร์ตร้อย เอ๊ย คอมฟอร์ตโซน! (กล้าเล่น หน้าตาเฉย)

อยู่ได้ 3 เดือน หัวหน้าบอกว่า เราไม่สมควรได้ทำงานที่นี่

เอ๊า ชีวิตตรู ถึงจุดเปลี่ยนได้อีก

แต่หัวหน้าก็บอกว่า ให้อยู่ต่ออีก 3 เดือน จะได้ครบประกันหอพัก(6 เดือน)โอเคมั้ย จะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ แน๊...มีการจ้างกันแบบนี้ได้ด้วย เราก็ตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ดีวะ ขอเวลาไปคิด แต่ในใจคิดว่า แม่งจ้างแบบนี้ แบบไม่ได้อยากได้เราทำงาน แต่จ้างเพราะสงสารก็อย่าจ้างเลยดีกว่า

เพื่อนที่ทำงานบอกว่า 6 เดือน เลขสวยกว่า 3 เดือนน้าาา...

เราก็เลยอยู่ต่อ ซึ่ง 3 เดือนแรก เป็นช่วงนี้ กำลังได้รู้จักเมืองนี้ กำลังรู้ว่าวิถีชีวิตมันเป็นแบบนี้ ถ้าจะกลับเลย เหมือนยังไม่สุด

พอ 3 เดือนหลัง เริ่มปรับตัวได้มาก ๆ ก็เริ่มจะหลงรักเมืองนี้ ว้ายยยยย จริงเดะ! แหม่ ก็พูดให้เวอร์ ๆ หน่อย แต่มันก็มีมูลอยู่นะ มีอยู่วันหนึ่ง เดินที่สถานีบีทีเอส แล้วคิดขึ้นมาลอย ๆ ว่า "ฉันชักจะหลงรักเมืองนี้เข้าแล้วสิ" นี่มันคืออาการหลงแสงสีรึป่าวนะ?(ทำหน้างง)

อุตสาห์สมัครสมาชิกสระว่ายน้ำรายปี นี่ได้ใช้แค่ 3 เดือน อ้าาาาาากกกกกก!

ตอนนี้เริ่มทะยอยเก็บของกลับเชียงใหม่

Central World 2014, Bangkok


ปีนี้จะเคาท์ดาวน์ 2015 ที่เซ็นทรัลเวิร์ล

และกลับบ้านนอก

แล้วชีวิตเราจะเป็นเช่นไรต่อเนี่ย

ปล. สรุปว่ามาทำงานไม่ได้บรรจุเป็นพนักงาน ทางต้นสังกัดทุนบอกว่าใช้ทุนไม่ได้ อ้าวเฮ้ย แล้วที่อยู่มา 6 เดือนนี่ก็สูญเปล่าน่ะสิ ก็ใช่สิ! ใช้ทุนไม่ได้ แต่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตก็ได้วะ สิ่งที่ดีที่สุดในการมาทำงานที่นี่คือ ทำให้เราปล่อยร้านได้ คือต้องทิ้งเลย ไม่เข้าร้านมากกว่า 48 ชั่วโมง ทำให้เรารู้ว่ามันทำได้นะ เข้าร้านสัปดาห์ละครั้งเนี่ย หรือสองสัปดาห์ครั้งก็เคยทำมาแล้ว นี่สินะ หนทางสู่การเป็น Entrepreneur

Stock Images

My latest images for sale at Shutterstock:

My most popular images for sale at Shutterstock: